
ความปลอดภัยเกี่ยวกับยางและเคล็ดลับในการประหยัด
หน้าสัมผัสเล็กๆ ของยาง กับหน้าที่อันยิ่งใหญ่
แม้ว่าพื้นผิวของยางที่สัมผัสกับพื้นถนนจะมีขนาดเพียงฝ่ามือเท่านั้น แต่เชื่อหรือไม่ว่าความปลอดภัย ความนุ่มสบายในการขับขี่ และสมรรถนะในการประหยัดน้ำมันขึ้นอยู่กับหน้าสัมผัสเล็กๆ นี้
ยางจึงมีความสำคัญต่อการขับขี่รถยนต์เป็นอย่างมาก เนื่องจาก
• ยางเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เชื่อมระหว่างรถยนต์กับถนน
• ยางทำหน้าที่รับน้ำหนักทั้งหมดของรถยนต์ ซึ่งรถยนต์โดยทั่วไปจะมีน้ำหนักมากกว่ายางถึง 50 เท่า
• ยางเป็นปัจจัยที่เพิ่มการตอบสนองในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับควบคุมรถยนต์ การ
เร่งเครื่อง และการหยุดรถ
• ยางทำหน้าที่ดูดซับแรงกระแทกจากสิ่งกีดขวางต่างๆ บนพื้นถนน
การตรวจสอบความปลอดภัยของยางทำได้ง่ายๆ ในเวลาเพียงครู่เดียว
คุณจะต้องหมั่นตรวจสอบความลึกของร่องดอกยางอย่างสม่ำเสมอ และต้องเปลี่ยนยางใหม่เมื่อยางสึกถึงเกณฑ์แล้ว เพื่อให้มั่นใจได้ว่ายางจะให้ประสิทธิภาพในการควบคุมรถยนต์และการเกาะถนนสูงสุด
เพราะเหตุดังกล่าวข้างต้น ระดับความลึกของร่องดอกยางมีผลต่อความปลอดภัยของคุณเพราะ
• ร่องดอกยางจะช่วยรีดน้ำที่อยู่ภายใต้ยาง และช่วยรักษาความสามารถในการควบคุมรถยนต์
• ยิ่งร่องดอกยางมีความลึกเหลือมากเท่าไหร่ ยางก็จะยิ่งสามารถรีดน้ำออกได้มากเท่านั้น และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเหินน้ำด้วย
• การใช้ความดันลมยางที่เหมาะสมและการดูแลรักษารถยนต์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ยางมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุดและใช้งานได้นาน
• การยึดเกาะถนนของดอกยางมีผลต่อระยะเบรกที่ต้องใช้ในการหยุดรถ
คำแนะนำของมิชลิน
คุณจะต้องตรวจความดันลมยางอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง (รวมทั้งยางอะไหล่ด้วย) และก่อนเดินทางไกลทุกครั้ง โดยให้ตรวจสอบความดันลมยางในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ หากคุณตรวจสอบความดันลมยางในขณะยางร้อนหรือผ่านการวิ่งมาแล้วเกินกว่า 2 กิโลเมตร ให้คุณเพิ่มความดันลมยางอีก 4 ถึง 5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (0.3 บาร์) จากความดันลมยางปกติที่แนะนำโดยผู้ผลิตรถยนต์
ตรวจสอบความดันลมยางทุกๆ เดือน
ความดันลมยางที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียการควบคุมรถยนต์ และช่วยไม่ให้ยางสึกก่อนเวลาอันควร รวมทั้งช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อโครงสร้างภายในของยางอีกด้วย
โดยปกติแล้ว ความดันลมยางจะลดลงประมาณ 2 ถึง 3 ปอนด์ต่อตารางนิ้วต่อเดือน เนื่องจากการซึมของลมออกมาจากชิ้นส่วนต่างๆ ของยางตามธรรมชาติ หรือแม้แต่การที่อุณหภูมิในบรรยากาศลดลง ดังนั้น การตรวจสอบลมยางทุกๆ เดือนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากปัจจัยดังต่อไปนี้
• ความดันลมยางอ่อน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียหายของยาง
• ความดันลมยางที่สูงกว่าคำแนะนำของผู้ผลิตรถยนต์ 20% จะลดอายุการใช้งานของยางลงถึง 10,000 กม.
• ความดันลมยางที่ถูกต้อง จะช่วยในการประหยัดน้ำมัน
คุณสามารถตรวจสอบความดันลมยางที่เหมาะสมตามคำแนะนำของผู้ผลิตรถยนต์ได้จาก
• คู่มือประจำรถจากผู้ผลิตรถยนต์
• ป้ายที่ติดข้างประตูด้านคนขับ
• ที่เก็บของด้านข้างคนขับ
• ด้านในของฝาถังน้ำมัน
หมายเหตุ – ความดันลมยางที่ปรากฎอยู่บนแก้มยางจะเป็นเพียงความดันลมยางสูงสุด ไม่ใช่ความดันลมยางที่เหมาะสมตามคำแนะนำของผู้ผลิตรถยนต์
ถ่วงล้อเพื่อให้ยางมีอายุการใช้งานที่ยาวขึ้น
การถ่วงล้อช่วยป้องกันไม่ให้ยางสึกก่อนเวลาอันควรและช่วยลดแรงสั่นสะเทือน อีกทั้งยังช่วยป้องกันระบบกันสะเทือน ระบบบังคับเลี้ยว และลูกปืนของรถยนต์
หากล้อขาดสมดุล ไม่ว่าจะเป็นล้อหนึ่งล้อใดของรถยนต์หนักหรือเบากว่าล้อส่วนที่เหลือ จะทำให้ยางและรถยนต์เกิดอาการดังต่อไปนี้
• ยางสึกไม่เรียบ หรือสึกเร็วกว่าปกติ
• มีอาการสั่นที่ล้อ
• มีแรงกดบริเวณข้อต่อต่างๆ ของรถยนต์มากขึ้น
• ข้อต่อต่างๆ ของรถยนต์สึกหรอก่อนเวลาอันควร
การตั้งศูนย์ล้ออย่างถูกต้องช่วยให้ขับขี่ปลอดภัย
หากแนวและองศาของล้อและเพลา รวมถึงระบบช่วงล่างได้รับการตั้งศูนย์ไม่ถูกต้อง จะส่งผลให้การควบคุมรถยนต์บนท้องถนนไม่ดีและการขับขี่ไม่ปลอดภัย ดังนั้น การตั้งศูนย์ล้ออย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการขับขี่รถยนต์ เนื่องจาก
• ทำให้ควบคุมรถยนต์บนท้องถนนได้ดี
• ป้องกันยางจากการสึกที่ผิดปกติ หรือสึกก่อนเวลาอันควร
• ประหยัดน้ำมัน
ใส่ยางใหม่ไว้ที่เพลาหลังเพื่อการควบคุมรถยนต์ที่สมบูรณ์แบบ
เราไม่สามารถตรวจสอบการยึดเกาะถนนหรือตรวจสอบความผิดปกติของยางล้อหลังในระหว่างขับขี่ได้ เพราะล้อหลังไม่ได้ต่อพ่วงเข้ากับพวงมาลัยรถยนต์
ดังนั้น ให้คุณใส่ยางใหม่หรือยางที่สึกน้อยกว่าไว้ที่เพลาหลังเสมอ เพื่อผลดังต่อไปนี้
• การควบคุมรถยนต์ที่ดีในกรณีที่ต้องทำการหยุดรถฉุกเฉิน หรือต้องเลี้ยววงแคบ
• ลดความเสี่ยงการในการสูญเสียการควบคุมรถยนต์ โดยเฉพาะบนพื้นถนนเปียก
• การเกาะถนนที่ดีกว่า โดยเฉพาะในสถานการณ์คับขัน ไม่ว่ารถของคุณจะขับเคลื่อนล้อหน้าหรือล้อหลังก็ตาม
ฝาปิดวาล์วเติมลมปกป้องคุณและยางของคุณ
วาล์วและชิ้นส่วนต่างๆ ของวาล์วผลิตมาจากยางพารา ซึ่งจะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ดังนั้น คุณจะต้องเปลี่ยนวาล์วและฝาปิดวาล์วใหม่ทุกครั้งที่คุณเปลี่ยนยางใหม่
เมื่อคุณขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูง ก้านวาล์วที่แตกลายงาหรือเสื่อมสภาพอาจพับงอตามแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ของล้อ ซึ่งอาจทำให้เกิดการสูญเสียแรงดันลมยางในระหว่างนั้น นอกจากนี้ ฝาปิดวาล์วก็มีความสำคัญเช่นกัน ฝาปิดวาล์วเป็นชิ้นส่วนหลักในการกักเก็บลมยางและช่วยป้องกันฝุ่นหรือเศษสิ่งสกปรก คุณจึงต้องหมั่นตรวจสอบวาล์วและฝาปิดวาล์วให้อยู่ในสภาพปกติเพื่อวาล์วและฝาปิดวาล์วจะได้ทำหน้าที่ต่อไปนี้ได้ดี
• กักเก็บลมยาง
• รักษาความดันลมยางให้อยู่ในระดับที่ถูกต้อง
• ยืออายุการใช้งานของยาง
สิ่งแรกที่ต้องทำในการซ่อมแซมยาง คือการติดต่อผู้เชี่ยวชาญ
ในกรณีที่คุณต้องซ่อมแซมยาง ให้คุณติดต่อผู้แทนจำหน่ายยางมิชลินหรือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคให้ทำการถอดยางเส้นที่ต้องทำการซ่อมแซมออกจากล้อรถยนต์ของคุณ และให้ทำการตรวจสอบยางจากด้านใน
การตรวจสอบยางจากด้านในเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะความเสียหายภายในไม่สามารถเห็นประจักษ์ได้เมื่อยางยังใส่อยู่กับล้อรถยนต์
ผู้เชี่ยวชาญจะดำเนินการดังต่อไปนี้ในการตรวจสอบยาง
• ตรวจสอบสภาพด้านในของยาง เพื่อหาความเสียหายที่ไม่สามารถเห็นได้จากภายนอก
• ใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่เหมาะสมในการซ่อมแซมยาง
• ประกอบยางเข้ากับล้ออย่างถูกต้อง เพื่อการควบคุมรถยนต์ที่ดีและความนุ่มสบายจากการ
ขับขี่
| 1- เปิดไฟฉุกเฉิน ให้คุณจอดรถในช่องทางฉุกเฉิน หรือในบริเวณอื่นที่พื้นด้านล่างมีความแข็งแรงและอยู่ห่างจากถนนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตำแหน่งที่ดีที่สุดในการจอดรถ คือให้คุณจอดรถให้ห่างออกมาจากหัวมุมถนน เพราะหัวมุมถนนเป็นจุดที่รถที่วิ่งผ่านไปมาอาจมองไม่เห็นรถยนต์ของคุณ และให้คุณใส่เบรกมือ พร้อมกับให้ผู้โดยสารออกมาจากรถยนต์ โดยให้พักอยู่ในที่ๆ ปลอดภัยภายนอกรถและห่างจากการจราจร 2- ยกล้อขึ้นมา 1 ล้อ
ให้คุณใส่ไม้รองหรือลิ่มไว้ใต้ยางที่อยู่แทยงกับยางที่ต้องการจะเปลี่ยนเพื่อป้องกันไม่ให้รถไหล และหาตำแหน่งที่จะใช้แม่แรงยกรถขึ้น ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวควรจะอยู่ใกล้ยางที่จะเปลี่ยนให้มาก 3- เมื่อล้อรถพ้นพื้น ให้คุณเอาน๊อตล้อออก และวางไว้ในที่สะอาด 4- เอาล้อที่โดนบาดตำออก ให้คุณนำยางอะไหล่ใส่เข้าไปที่ดุมล้อ แล้วขันน๊อตล้อพอตึงๆ มือ 5- เอารถกลับลงสู่พื้นและเอาแม่แรงออก ขันน๊อตล้อแน่นๆ ด้วยคีมบิด เก็บอุปกรณ์ต่างๆ และยางที่โดนบาดตำเข้าที่เก็บ 6- ขับรถกลับไปบนท้องบนถนนด้วยความระมัดระวัง |
การขับรถตอนกลางคืน
- การปรับสายตาเข้ากับแสงในยามกลางคืน
-
ดวงตาของคุณต้องการเวลาที่จะปรับเข้ากับแสงในยามค่ำคืน และแสงสว่างที่เปลี่ยนไปบน
ท้องถนน มิชลินมีข้อแนะนำในการปรับตัวเพื่อการขับรถที่ปลอดภัยดังนี้
- ปรับกระจกมองหลังให้เป็นแบบตัดแสง เพื่อลดแสงที่สะท้อนจากไฟหน้าของรถยนต์คันหลัง
- เปลี่ยนเลนออกจากแนวที่จะถูกแสงของรถที่วิ่งสวนมา
-
สภาพการมองเห็นที่จำกัด
- ความสามารถในการมองเห็นของเราจะลดลงในยามกลางคืน
- ควรขับให้ช้าลงเพื่อความปลอดภัย
การขับรถขณะฝนตก
-
คุณควรปฏิบัติดังต่อไปนี้เมื่อต้องขับขี่รถยนต์ในขณะที่ฝนตกบนพื้นถนนเปียกและมีทัศนวิสัยในการมองเห็นที่ไม่ดี
- ขับรถให้ช้าลง
- เว้นระยะห่างระหว่างรถยนต์คุณกับรถยนต์คันหน้าให้มากขึ้นกว่ากรณีปกติ
- เปิดไฟหน้ารถ
คำเตือน:
เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ คุณควรจะเพิ่มระยะห่างจากรถยนต์คันหน้าให้มากขึ้นเมื่อถนนเริ่มเปียกจากละอองน้ำฝน เพราะถนนจะลื่นมาก
การขับขี่รถบนถนนที่มีหมอก
-
ในสภาวะที่ถนนมีหมอกและมีทัศนวิสัยในการมองเห็นไม่ดี คุณควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
- ขับรถไม่เกินอัตราความเร็วสูงสุดที่กฏหมายกำหนด และไม่ควรแซงรถยนต์คันอื่น พร้อมกับเตือนตัวเองเสมอว่า ยิ่งหมอกหนา ยิ่งต้องขับรถยนต์ให้ช้าลง
- เว้นระยะห่างระหว่างรถยนต์ให้มากขึ้น เพื่อจะได้มีเวลาในการแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้ามากขึ้น
- เปิดไฟหน้าและไฟตัดหมอก หากทัศนะวิสัยน้อยกว่า 50 เมตร ควรเปิดไฟตัดหมอกด้านหลังด้วย (ถ้ามี)
การขับขี่รถยนต์บนถนนโคลน
- คุณควรหยุดรถยนต์ชั่วคราว เพื่อทำการตรวจสอบสภาพเส้นทาง โดยคุณควรจะตรวจสอบความแข็งและความลึกของโคลนก่อนที่จะขับรถยนต์ต่อไป
-
ปัจจัยที่จะนำไปพิจารณาตัดสินใจว่ารถยนต์ของคุณจะสามารถผ่านโคลนไปได้หรือไม่ มีดังนี้
- สังเกตุจากรอยล้อของรถยนต์คันหน้า เพื่อดูความลึกและประเมินสภาพของโคลนตามแนวเส้นทาง
- พิจารณาขนาดของรอยล้อของรถยนต์คันหน้า ทั้งความกว้าง และความลึก เพื่อจะสามารถวิเคราะห์ได้ว่ารถยนต์ของคุณจะสามารถขับผ่านโคลนไปได้หรือไม่
การขับขี่รถยนต์บนถนนที่มีลมแรง
- ลดความเร็วลง ขับรถยนต์ด้วยความระมัดระวัง และมีสติที่จะพร้อมหยุดรถได้ตลอดเวลาเพราะอาจมีคนหรือสัตว์วิ่งตัดหน้าได้
- บีบแตรเพื่อเตือนสิ่งเคลื่อนไหวข้างหน้า แต่ต้องระลึกไว้เสมอว่าสภาวะลมแรงอาจทำให้
คนเดินเท้าหรือคนขับมอเตอร์ไซด์ได้ยินเสียงแตรไม่ชัดเจนหรือไม่ได้ยินเลย
- หากคุณใช้รถยนต์บรรทุกสิ่งของด้านหลัง คุณจะต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าคุณได้มัด
สิ่งของเหล่านั้นกับตัวรถอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อคนเดินเท้าได้
- ปิดหน้าต่างให้สนิทเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองจากภายนอกเข้ามาในห้องโดยสาร
การขับขี่รถยนต์ในเส้นทางภูเขา
คุณควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ก่อนออกเดินทาง
- ตรวจสอบสภาพรถยนต์ของคุณอย่างละเอียด (ระบบเบรก เครื่องมือประจำรถ ยางอะไหล่ เป็นต้น)
- เตรียมอาหาร น้ำ เครื่องนุ่งห่มที่เหมาะสม และอุปกรณ์สำหรับเหตุฉุกเฉิน ให้พร้อม
- ศึกษาเส้นทาง รวมถึงสภาพอากาศ ก่อนการเดินทาง เพื่อการวางแผนที่รัดกุม
ขณะขับขี่บนเส้นทางภูเขา
- เมื่อเข้าโค้ง หรือไม่สามารถมองเห็นทางข้างหน้า ให้คุณขับรถยนต์ชิดด้านซ้ายเสมอ และควรบีบแตรเมื่อไม่แน่ใจว่ามีรถยนต์ พาหนะอื่น หรือสัตว์ต่างๆ กีดขวางทางข้างหน้าหรือไม่ นอกจากนี้ คุณไม่ควรขับขี่ด้วยความเร็วสูงและไม่ควรแซงรถยนต์คันอื่นในบริเวณเส้นทางคดเคี้ยว เพราะอาจมีรถวิ่งสวนทางมาได้
การขับขี่รถยนต์บนทางหลวง
- ไม่ควรใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด
- ควรเปิดไฟเลี้ยวประมาณ 50-100 เมตรก่อนที่จะเปลี่ยนช่องทางการขับขี่ หรือแซงรถยนต์คันอื่น และไม่ควรหักพวงมาลัยกระทันหัน เพราะอาจทำให้รถยนต์เสียหลักและพลิกคว่ำได้
- เมื่อคุณแซงรถยนต์คันอื่นแล้ว ให้คุณขับรถยนต์กลับมาในช่องทางด้านซ้ายเสมอ

|

คำเตือน: เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ คุณควรจะเพิ่มระยะห่างจากรถยนต์คันหน้าให้มากขึ้นเมื่อถนนเริ่มเปียกจากละอองน้ำฝน เพราะถนนจะลื่นมาก |

|

|

|
- ลดความเร็วลง ขับรถยนต์ด้วยความระมัดระวัง และมีสติที่จะพร้อมหยุดรถได้ตลอดเวลาเพราะอาจมีคนหรือสัตว์วิ่งตัดหน้าได้ - บีบแตรเพื่อเตือนสิ่งเคลื่อนไหวข้างหน้า แต่ต้องระลึกไว้เสมอว่าสภาวะลมแรงอาจทำให้ คนเดินเท้าหรือคนขับมอเตอร์ไซด์ได้ยินเสียงแตรไม่ชัดเจนหรือไม่ได้ยินเลย - หากคุณใช้รถยนต์บรรทุกสิ่งของด้านหลัง คุณจะต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าคุณได้มัด สิ่งของเหล่านั้นกับตัวรถอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อคนเดินเท้าได้ - ปิดหน้าต่างให้สนิทเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองจากภายนอกเข้ามาในห้องโดยสาร |

|
คุณควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ก่อนออกเดินทาง ขณะขับขี่บนเส้นทางภูเขา - เมื่อเข้าโค้ง หรือไม่สามารถมองเห็นทางข้างหน้า ให้คุณขับรถยนต์ชิดด้านซ้ายเสมอ และควรบีบแตรเมื่อไม่แน่ใจว่ามีรถยนต์ พาหนะอื่น หรือสัตว์ต่างๆ กีดขวางทางข้างหน้าหรือไม่ นอกจากนี้ คุณไม่ควรขับขี่ด้วยความเร็วสูงและไม่ควรแซงรถยนต์คันอื่นในบริเวณเส้นทางคดเคี้ยว เพราะอาจมีรถวิ่งสวนทางมาได้ |

|
- ไม่ควรใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด - ควรเปิดไฟเลี้ยวประมาณ 50-100 เมตรก่อนที่จะเปลี่ยนช่องทางการขับขี่ หรือแซงรถยนต์คันอื่น และไม่ควรหักพวงมาลัยกระทันหัน เพราะอาจทำให้รถยนต์เสียหลักและพลิกคว่ำได้ - เมื่อคุณแซงรถยนต์คันอื่นแล้ว ให้คุณขับรถยนต์กลับมาในช่องทางด้านซ้ายเสมอ |

| เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ให้คุณปฏิบัติดังต่อไปนี้
- อันดับแรก คือ ตั้งสติและเตรียมพร้อมที่จะรับสถานการณ์ คำเตือน: การหักเลี้ยวพวงมาลัยกระทันหันในขณะที่รถยนต์วิ่งมาด้วยความเร็วสูง อาจทำให้รถยนต์เสียหลักลื่นไถลไปชนกับรถยนต์คันอื่น หรือพลิกคว่ำได้
• เปิดไฟฉุกเฉิน |

| ข้อควรปฏิบัติในกรณีที่ยางแบนในขณะขับขี่
คำเตือน: คุณควรจับพวงมาลัยให้มั่นคงด้วยมือทั้งสองข้างในขณะขับขี่รถยนต์ เพราะการจับพวงมาลัยเช่นนี้จะสามารถลดการเกิดอุบัติเหตุได้ในกรณีที่เกิดปัญหายางแบนฉับพลัน |

|

คำเตือน: หากเบรกไม่ทำงานก่อนจะถึงทางโค้ง ให้คุณประคองรถให้แล่นไปตามช่องทาง และให้ใช้เบรกมือในกรณีที่รถยนต์วิ่งมาด้วยความเร็วไม่เกินกว่า 30 กม./ชม. จากนั้นให้เปลี่ยนลงเกียร์ต่ำอย่างรวดเร็ว โดยคุณจะต้องทำให้ความเร็วของรถยนต์ลดลงก่อนเข้าโค้ง แล้วจึงค่อยหมุนพวงมาลัยเพื่อเข้าโค้ง
คำเตือน: คุณควรเหยียบเบรกเบาๆ ก่อนลงทางชัน เพื่อเป็นการทดสอบเบรก |
ขับรถยนต์ในขณะที่อ่อนล้าหรือเหนื่อยอ่อน
คนทั่วไปจะมีภาวะตื่นตัวในช่วงเวลาต่างๆ ของวัน ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการขับรถยนต์ คือตอนเช้า และช่วงเวลาที่มักเกิดอุบัติเหตุ ก็มักจะเป็นช่วงเวลาที่คนรู้สึกง่วงนอน คือในช่วงกลางดึกถึงรุ่งเช้า และช่วงบ่ายหลังอาหารกลางวัน
-
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ขับขี่รถยนต์ในขณะที่อ่อนล้า มีดังนี้
- ความสามารถในการได้ยินและการมองเห็นลดลง อันส่งผลให้ความสามารถในการตัดสินใจกรณีที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินลดลง
- สติ สัมปชัญญะ ลดลง
- ใช้เวลามากขึ้นในการตอบสนองต่อเหตุการณ์บนถนน
- ความแม่นยำในการบังคับทิศทางและการกะระยะลดลง
-
สาเหตุของความอ่อนล้า
- การขับขี่รถติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ได้หยุดพักอย่างเพียงพอ
- รับประทานอาหารจนอิ่มเกินไป
- ความอ่อนล้าจากการทำงานเป็นเวลานาน
- การขับรถในเวลากลางคืน.
-
วิธีการจัดการกับความอ่อนล้า
- จอดรถพักเป็นระยะๆ ครั้งละประมาณ 20 นาที ทุกๆ การขับขี่ที่ติดต่อกัน 4 ชั่วโมง
- อย่าจ้องมองจุดใดจุดหนึ่งบนถนนตลอดเวลา
- ปรับอุณหภูมิห้องโดยสารให้รู้สึกสบาย มีอากาศถ่ายแท และเปิดเพลงฟังในรถ
- ให้ขยับยืดเส้นสายร่างกายเพื่อผ่อนคลายในระหว่างจอดรถพัก
- ไม่ควรทานอาหารให้อิ่มจนเกินไป
- รักษาระยะห่างจากรถยนต์คันหน้าให้เหมาะสมกับความเร็วที่ใช้
การขับรถยนต์ในขณะมึนเมา
-
การขับรถขณะมึนเมาถือเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย และอาจก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ด้วย เนื่องจากปัจจัยดังต่อไปนี้
- ความสามารถในการมองเห็นของผู้ขับขี่จะลดต่ำลง มองเห็นวัตถุเล็กลง และความชัดเจนจะน้อยลง
- การตอบสนองของผู้ขับขี่จะช้าลง สับสน และไม่ถูกต้อง
- ผู้ขับขี่จะสูญเสียความสามารถในการคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นบนท้องถนน และนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด
- ผู้ที่มึนเมามักจะขาดสติยั้งคิดและมีแนวโน้มที่จะกระทำการใดๆ ด้วยอารมณ์ ซึ่งการกระทำนั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายได้
-
อันตรายจากการขับขี่ขณะมึนเมา
- สูญเสียการควบคุมรถยนต์เมื่อทำการเลี้ยวในขณะที่รถยนต์วิ่งมาด้วยความเร็วสูง
- มองไม่เห็นคนข้ามถนน
- ไม่ปฏิบัติตามกฏจราจร และฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร
- ขับรถผิดทิศทาง
การขับขี่รถยนต์ขณะที่เจ็บป่วย
-
- คุณควรได้รับการตรวจสอบสภาพร่างกายว่าคุณสามารถขับขี่รถยนต์ได้ตามกฏหมายหรือไม่
- หากคุณกำลังเจ็บป่วยอยู่และรู้สึกไม่สบาย คุณควรหลีกเลี่ยงการขับขี่รถยนต์ด้วยตนเอง
- คุณควรหลีกเลี่ยงการขับขี่รถยนต์ในขณะที่จิตใจได้รับความกระทบกระเทือน หรือมีความตึงเครียดอย่างมาก เพราะเหตุเหล่านั้นจะทำให้ความสามารถในการตัดสินใจของคุณลดลง

| คนทั่วไปจะมีภาวะตื่นตัวในช่วงเวลาต่างๆ ของวัน ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการขับรถยนต์ คือตอนเช้า และช่วงเวลาที่มักเกิดอุบัติเหตุ ก็มักจะเป็นช่วงเวลาที่คนรู้สึกง่วงนอน คือในช่วงกลางดึกถึงรุ่งเช้า และช่วงบ่ายหลังอาหารกลางวัน
|

|

|








