กิจกรรม
ล่าสุดของคุณ
!

ยินดีต้อนรับสู่เครื่องมือที่เก็บประวัติการใช้งานของคุณ

เราได้บันทึกข้อมูลที่สำคัญจากการค้นหาก่อนหน้านี้ของคุณเพื่อทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น

???private_mode_title???

???private_mode_text???

ยางรถยนต์ที่ถูกเรียกดูล่าสุด

ตัวแทนจำหน่ายที่ถูกเรียกดูล่าสุด

การค้นหาครั้งล่าสุด

ทำไมยางจึงมีความสำคัญ?

ยางมักเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้ามเสมอ จนเมื่อต้องพบปัญหาเวลาใช้งานบนท้องถนน

ยาง คือ สิ่งเดียวที่สามารถทำให้รถหยุดได้

เมื่อพูดถึงความปลอดภัย ยางถือเป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุดของรถคุณ จริงอยู่ที่เบรกสามารถหยุดการทำงานของล้อได้ แต่มันไม่สามารถหยุดรถของคุณได้ ยางต่างหาก คือ สิ่งเดียวที่จะช่วยให้คุณหยุดรถได้เมื่อคุณต้องการ

เราจะมาดูรายละเอียดกัน
นี่คือภาพเมื่อยางสัมผัสกับพื้นถนน

บริเวณหน้าสัมผัสมีขนาดใกล้เคียงกับฝ่ามือของคุณ

ทุกอย่างจะเกิดขึ้นที่จุดนี้นี่เอง
ไม่ว่าจะเป็นการเบรก การยึดเกาะ การควบคุมรถ การบังคับพวงมาลัยรวมถึงความสบายในการขับขี่
แค่พื้นที่เล็กๆ ของยางนี่แหละ ที่อาจส่งผลอันยิ่งใหญ่ต่อชีวิตคุณได้หากเกิดความผิดพลาดในการใช้งานบนความเร็วสูง

ความปลอดภัยยังขึ้นอยู่กับตัวคุณด้วย

ถ้าคุณใช้เวลาในการเลือกรถก่อนตัดสินใจซื้อ
การใช้เวลาในการเลือกยางคุณภาพดีที่เหมาะกับการใช้งานก็สำคัญไม่แพ้กัน

 

เราทุกคนคงพอจินตนาการถึงสถานการณ์คับขัน ที่ยางจะสามารถเปลี่ยนเหตุการณ์ให้ดีขึ้นหรือแย่ลงได้

ลองนึกถึงเวลามีจักรยานวิ่งตัดหน้ารถเราแบบกระชั้นชิด

 

 

เวลารถคันหน้าหยุดอย่างกระทันหัน
เวลาสุนัขวิ่งข้ามถนนแบบไม่ทันตั้งตัว

 

 

หรือเวลาที่ต้องขับรถฝ่าสายฝนหนักๆ

 

ความปลอดภัยของคุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขับรถของคุณและเพื่อนร่วมทางเท่านั้น

แต่มันขึ้นอยู่กับยางที่คุณเลือกด้วยเช่นกัน
เพื่อความอุ่นใจในทุกการเดินทางของคุณและคนที่คุณรัก อย่าลืมให้ความสำคัญกับการเลือกยางด้วย!

แล้วเราจะเลือกยากที่เหมาะสมได้อย่างไร

เพื่อช่วยให้การเลือกยางของคุณง่ายขึ้น ให้พิจารณา 4 ข้อดังต่อไปนี้:

1.ความปลอดภัย

ในสถานการณ์ปกติ ยางส่วนใหญ่สามารถใช้งานได้ดีเหมือนๆ กันจนคุณอาจแยกความแตกต่างไม่ได้ แต่เมื่อถึงสถานการณ์ฉุกเฉิน จะเป็นบทพิสูจน์สมรรถนะที่แท้จริงของยางที่คุณใช้
แล้วคุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่ายางของคุณพร้อมรับมือหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
หากคุณเลือกยางที่พร้อมรับมือกับความเลวร้ายของสภาพอากาศหรือสภาพถนนได้อย่างดีเยี่ยม ผลลัพธ์ที่คุณได้รับจะแตกต่างกับยางทั่วไปจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
จากการทดสอบสมรรถนะในการเบรกบนพื้นเปียก พบว่ายางมิชลินใช้ระยะเบรกสั้นกว่ายางคู่แข่งชั้นนำในระดับเดียวกันถึง 6 เมตร ซึ่งเท่ากับระยะความยาวรถหนึ่งคันครึ่งเลยทีเดียว!
จากผลการทดสอบเบรกบนพื้นเปียกระหว่างยาง MICHELIN Primacy 3ST และ คู่แข่งชั้นนำในระดับเดียวกันขนาด 205/55R16
เพราะยางแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่นมีความแตกต่างกัน การเลือกยางที่เหมาะสมจะทำให้คุณได้ยางที่ใช่พร้อมความปลอดภัยสูงสุด

safety
Value

2.ความคุ้มค่า

การยอมประหยัดเงินเพื่อซื้อยางคุณภาพด้อยกว่าในตอนนี้ อาจไม่ได้คุ้มค่ากว่าในระยะยาวก็เป็นได้
เพราะอะไรหล่ะ
เพราะจริงๆ แล้วยางคุณภาพดีจะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า และยังประหยัดน้ำมันช่วยจึงให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าในระยะยาว

หากคุณซื้อยางคุณภาพดีตั้งแต่ตอนนี้ อีกนานเลยทีเดียวกว่าจะถึงเวลาเปลี่ยนยางชุดใหม่ (จนอาจลืมเรื่องการซื้อยางไปพักนึงเลยก็เป็นได้)

3. สุนทรียภาพในการขับขี่

การเลือกยางก็ไม่ต่างจากการเลือกรองเท้า คุณต้องเลือกยางที่ใช่สำหรับคุณที่สุด

  1. นำรถอะไรก็ได้
  2. ทดลองใส่ยางที่ต่างกันดู

แล้วคุณจะค้นพบว่าประสบการณ์การขับขี่ที่ได้ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

คุณหล่ะ! ชอบความนุ่มสบาย หรือ ความแม่นยำในการควบคุมรถยามเข้าโค้งราวกับมืออาชีพ

พิจารณาให้ดีว่ายางแบบไหนที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้อย่างแท้จริง

Enjoy the ride
Sport Car

4.แล้วรถสปอร์ตหล่ะ

ไม่มีนักวิ่งคนไหนอยากวิ่งด้วยรองเท้าแตะ
รถของคุณก็เช่นกัน

คุณจะไม่สามารถสัมผัสความรู้สึกสปอร์ตหรือสมรรถนะของรถคุณได้เลย หากยางที่ใช้ไม่สามารถถ่ายทอดพลังของรถและเครื่องยนต์สู่พื้นถนนได้

ลองมาดูยางมิชลินในตระกูล "ไพลอต" ของเรา

สุดยอดสมรรถนะที่คุณต้องการได้ถูกรวมไว้อยู่ในยางเส้นเดียว

ด้วย MICHELIN Total Performance คุณจึงมั่นใจได้ว่าทุกสมรรถนะที่คุณต้องการได้ถูกผสานไว้ในยางของเราทุกเส้นเรียบร้อยแล้ว

ดูแลยางของคุณให้ปลอดภัยอยู่เสมอ

พวกเราส่วนใหญ่คงรู้ดีว่าขับรถอย่างไรให้ปลอดภัย
แต่การรักษายางให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัยหล่ะ
นี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยปกป้องคุณจากสถานการณ์ไม่คาดฝันได้

  • เพราะจะช่วยให้ฉันประหยัดได้

    • การตรวจสอบแรงดันลมยางและการบำรุงรักษายางโดยทั่วไป เช่น การสลับยาง การตั้งศูนย์ถ่วงล้อ และการสำรวจตรวจตราอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยให้คุณประหยัดเงินได้

    ซึ่งสามารถช่วยยืดอายุของยางของคุณ คุณจึงไม่จำเป็นต้องซื้อยางใหม่บ่อยๆ

    เรื่องง่ายๆ อย่างการเช็คแรงดันลมยางของคุณให้มีค่าที่เหมาะสมสามารถให้คุณใช้งานยางได้นานขึ้น การเติมลมยางน้อยกว่าหรือมากกว่าค่ามาตรฐาน จะทำให้ยางสึกไม่เรียบและไม่เท่ากัน ทำให้อายุการใช้งานของยางสั้นลง
    ยกตัวอย่างเช่น ยางเส้นหนึ่งเติมลมยางต่ำกว่า 20% เป็นประจำอายุการใช้งานจะหายไปถึง 20% เช่นกัน
    นี่หมายถึง ยางเส้นหนึ่งที่ควรมีอายุการใช้งานปกติ 40,000 กม. จะใช้ได้จริงแค่ประมาณ 32,000 กม.
    อีกทั้งเพราะเพลาหน้าและเพลาหลัง ทั้งด้านขวาและด้านซ้ายของรถคุณมีผลทำให้ยางสึกหรอไม่เท่ากัน การสลับยางของคุณเป็นประจำจะทำให้คุณมั่นใจได้ว่ายางเหล่านั้นจะสึกเรียบและสามารถใช้งานได้นานขึ้น

    และช่วยประหยัดค่าน้ำมันของคุณ

    ยางที่เติมลมยางอ่อนกว่าค่ามาตรฐาน เป็นสาเหตุใหญ่ประการหนึ่งของการใช้น้ำมันมากเกินความจำเป็น ยางที่มีลมยางอ่อนกว่ามาตรฐานจะมีแรงต้านการหมุนสูงกว่า ซึ่งก็หมายถึงว่าเครื่องยนต์ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในขับเคลื่อนรถยนต์ของคุณ

  • เพื่อความมั่นใจในความปลอดภัยของคุณ

    ยางของคุณเป็นสิ่งเดียวที่สัมผัสกับกับพื้นถนน ยางจึงต้องอยู่ในสภาพที่ดีตลอดเวลา เพื่อให้คุณมั่นใจในความปลอดภัย
    เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆ ลองทำตามเคล็ดลับที่สำคัญเหล่านี้:

    • ตรวจเช็คยางของคุณ:

    คุณอาจไม่สามารถสังเกตเห็นเวลายางเส้นใดเส้นหนึ่งของคุณเสียหายทุกครั้ง การตรวจเช็คความสึกหรอและความเสียหายของยางของคุณเป็นประจำ จะช่วยป้องกันเหตุไม่คาดฝันได้ และควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจเช็คยางของคุณเป็นประจำทุกปี

    • การตรวจเช็คแรงดันลมยาง:

    การใช้ยางที่เติมแรงดันลมยางไม่เหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อสมรรถนะการควบคุมและการเบรกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสภาพถนนเปียก และอาจนำมาซึ่งเหตุร้ายแรงอีกด้วย การขับขี่โดยใช้ยางที่มีลมยางอ่อนกว่าค่ามาตรฐานมากๆ จะทำให้ความร้อนสะสม และอาจทำให้ยางระเบิดได้ในที่สุด ดังนั้น ควรเช็คแรงดันลมยางรถของคุณเป็นประจำทุกเดือน และก่อนการเดินทางไกลทุกครั้ง

    • ตระหนักในความสามารถในการรับน้ำหนักของยาง:

    อย่าบรรทุกหนักเกินความสามารถในการรับน้ำหนักตามที่ระบุในดัชนีการรับน้ำหนักยาง ยางที่บรรทุกเกินน้ำหนักที่กำหนดอาจทำให้ยางมีความร้อนสะสมมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลยางเกิดความเสียหายแบบฉับพลันได้

    • การขับขี่บนความเร็วสูงสามารถทำให้ยางเสียหายได้:

    บนความเร็วสูงๆ ยางจะมีโอกาสเสียหายมากขึ้นจากการชำรุดหรืออันตรายจากท้องถนน หรือจากการสะสมความร้อน บนความเร็วสูงยังอาจส่งผลให้ยางเกิดการสูญเสียลมยางอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่การระเบิดของยางอย่างกะทันหัน ซึ่งอาจทำให้คุณสูญเสียการควบคุมรถได้

    ใช้ยางอะไหล่ของคุณ!

    หากคุณเห็นความเสียหายใดๆ เกิดขึ้นกับยางเส้นใดเส้นหนึ่งหรือล้อใดล้อหนึ่ง เปลี่ยนมันด้วยยางอะไหล่ของคุณและนำยางรถของคุณไปให้ช่างมืออาชีพตรวจเช็ค

  • แรงดันลมยาง: ฉันควรจะรู้อะไรบ้าง

    คำแนะนำทั่วไป

    • เช็คแรงดันของยางทุกเส้นของคุณเป็นประจำทุกเดือน รวมถึงยางอะไหล่ด้วย แม้จะไม่มีความเสียหายใดๆ แต่ยางก็สามารถสูญเสียลมยางมากถึง 1 psi ปอนด์ต่อตารางนิ้วในทุกๆ เดือน และลมยางสามารถลดลงอย่างรวดเร็วหากเกิดการรั่วจากการบาดตำ วาล์วรั่ว หรือฝาวาล์วรั่ว รวมถึงจากความผิดปกติของล้อ
    • เช็คแรงดันลมยางรถของคุณก่อนการเดินทางไกลทุกครั้ง
    • เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คุณควรเช็คแรงดันลมยางรถของคุณเมื่อยางเย็นลงแล้ว หรือก่อนการขับขี่ หรือหลังใช้งานมาไม่เกิน 3 กม. ที่ความเร็วต่ำ
    • เมื่อยางร้อน ให้เพิ่มค่าแรงดันขึ้น 4-5 psi จากค่ามาตรฐานของผู้ผลิตรถยนต์ หรือรอจนกว่ามันจะเย็นลง ซึ่งใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณสามชั่วโมงหลังจอดรถ
    • ห้ามปล่อยลมยางในขณะที่ยางยังร้อนอยู่โดยเด็ดขาด

    ฉันจะเช็คแรงดันลมยางของฉันได้อย่างไร

    1. ใส่มาตรวัดแรงดันเข้าไปในก้านวาล์วบนยางรถของคุณ
    2. มาตรจะ “เด้งออก” และแสดงหมายเลขแรงดันลมภายในยางในหน่วย psi
    3. เสียงที่ดังขึ้นเป็นเสียงของลมที่พุ่งออกมาจากยาง ซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อค่าแรงดันลมยาง นอกเสียจากว่าคุณจะกดมาตรวัดแรงดันลมนานเกินไป
    4. เปรียบเทียบค่า psi ที่วัดได้กับค่า psi ที่แนะนำไว้
    5. หากค่า psi สูงกว่าที่กำหนดไว้ ให้ปล่อยลมออกจนกว่าค่าจะเท่ากับค่ามาตรฐานที่แนะนำไว้ หากค่าต่ำกว่าให้เติมลมยางเพิ่มจนกว่าจะถึงค่าที่เหมาะสม

    ฉันสามารถดูค่าแรงดันลมยางที่เหมาะสมได้จากที่ไหน

    • ในคู่มือที่ติดมากับรถ
    • บนสติ๊กเกอร์ที่ประตูด้านคนขับหรือประตูด้านถังน้ำมัน
    • ห้ามใช้ตัวเลขที่อยู่บนแก้มยางรถของคุณ เนื่องจากตัวเลขนี้ไม่ได้ระบุถึงค่าแรงดันลมยางที่เหมาะสมสำหรับยางของคุณ

    มารู้จักมาตรวัดแรงดันลมยาง

    • โปรดระวัง หากคุณใช้มาตรวัดแรงดันลมยางที่มีไว้ให้ใช้ตามจุดบริการ มาตรวัดแรงดันลมยางมักจะเชื่อถือไม่ได้
    • ควรซื้อมาตรวัดแรงดันลมยางได้คุณภาพ และตรวจเช็คความเที่ยงตรงกับช่างผู้เชี่ยวชาญเรื่องยาง

    การใช้งานให้ถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญ

    • ยางที่มีแรงดันลมยางต่ำหรือสูงกว่าที่กำหนด สามารถทำให้ยางสึกเร็วกว่าที่ควรเป็น การยึดเกาะจะลดลงและกินน้ำมันมากขึ้น สละเวลาเพียงไม่กี่นาทีต่อเดือน เพื่อความมั่นใจในความปลอดภัยของคุณและอายุการใช้งานของยางที่ยาวนานขึ้น

  • ไนโตรเจน: มีประโยชน์อย่างไร

    ไนโตรเจนคืออะไร

    ไนโตรเจน คือ อากาศที่ถูกดึงออกซิเจนออกแล้ว ซึ่งอากาศมีไนโตรเจนเกือบ 79%

    ไนโตรเจนใช้อย่างไร

    • ยางส่วนใหญ่ถูกเติมด้วยลมอัดปกติ แต่ผู้จำหน่ายยางบางรายเริ่มเติมไนโตรเจนในยางให้กับลูกค้าแล้ว
    • ไนโตรเจนและลมอัดปกติสามารถผสมกันได้
    • ยางส่วนใหญ่สามารถเติมได้ทั้งลมปกติหรือไนโตรเจน ตราบใดที่แรงดันยังตรงตามค่าที่แนะนำโดยผู้ผลิตรถยนต์

    ประโยชน์ของไนโตรเจน:

    เมื่อไนโตรเจนเข้าแทนที่ออกซิเจน ลมจะหลุดรอดออกจากยางของคุณได้น้อยลง แรงดันลมยางของคุณจึงจะคงอยู่ในระดับที่ต้องการได้นานขึ้น

    การตรวจเช็คยาง:

    อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีจุดอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุให้อากาศรั่วออกได้อีก (ส่วนที่ยางและขอบยางมาบรรจบกัน วาล์ว ส่วนที่วาล์วและขอบยางบรรจบกัน และที่ล้อรถ) จึงไม่สามารถรับประกันได้เลยว่าจะลมยางจะสามารถอยู่คงที่ได้ไม่ว่าด้วยจะเป็นลมปกติหรือไนโตรเจน แรงดันและสภาพทั่วไปของยางยังคงต้องได้รับการตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอ

  • วาล์ว: ฉันควรจะรู้อะไรบ้าง

    หน้าที่ของวาล์วคืออะไร

    • รักษาระดับแรงดันลมยางที่เหมาะสม
    • ป้องกันความชื้นไม่ให้เข้าไปในยาง
    • ฝาวาล์วมีความสำคัญโดยเฉพาะการช่วยป้องกันไม่ให้เศษวัสดุชิ้นเล็กชิ้นน้อยเข้าไปอุดตันที่วาล์ว และควรใช้ฝาวาล์วที่มีคุณภาพด้วย

    อายุและความเสียหาย

    • โดยปกติแล้ววาล์วจะทำจากยาง ดังนั้น จึงมีอายุการใช้งานในระดับหนึ่ง
    • มันสามารถเสียหายได้จากการวิ่งบนความเร็วสูง ซึ่งจะสาเหตุให้เกิดการรั่วซึมของลมออกจากยางของคุณ

    ฉันควรจะเปลี่ยนวาล์วเมื่อใด

    เมื่อคุณซื้อยางใหม่

  • วิธีตรวจเช็คว่าหน้ายางเหลือมากพอในการใช้งานหรือไม่

    โดยทั่วไป

    เพื่อการยึดเกาะถนน การรีดน้ำ และระดับควบคุมที่มีประสิทธิภาพ ยางของคุณจึงต้องมีหน้ายางเหลืออยู่ในปริมาณที่เพียงพอต่อความปลอดภัย หากร่องยางที่มีถูกใช้ไปเกือบหมด ก็แสดงว่ายางจะเริ่มเกาะถนนได้ไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะอันตรายมากเมื่อใช้ในสภาพถนนเปียกหรือในฤดูหนาว

    • บวกกับ หากคุณใช้ยางที่มีขนาดหน้ายางต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด คุณอาจถูกปรับได้
    • คุณควรเช็คการสึกหรอของยางของคุณเป็นประจำ หากยางของคุณสึกถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือหากคุณมีข้อสงสัย ควรนำยางไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจเช็ค หรือดูวิธีตรวจเช็คยางด้วยตนเองด้านล่างนี้

    มี 2 วิธี

    1- เช็คการสึกหรอของดอกยางด้วยมาตรวัดความลึกของดอกยาง

    • ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าคุณได้เข้าเบรกมือไว้แล้ว และเกียร์อยู่ในตำแหน่งเกียร์หนึ่ง (สำหรับเกียร์ปกติ) หรือตำแหน่งจอด (สำหรับเกียร์อัตโนมัติ)
    • เช็คความลึกของร่องบนหน้ายางหลักในหลายๆ จุดทั่วทั้งเส้น โดยใช้มาตรตามคำแนะนำของผู้ผลิต
    • ความลึกหน้ายางต่ำสุดตามที่กฎหมายกำหนด คือ 1.6 มม.

    2- เช็คตัวบ่งชี้การสึกหรอของหน้ายาง

    • ยางมีตัวบ่งชี้การสึกหรอของหน้ายางพิมพ์ไว้ที่ฐานของร่องยางหลัก
    • เมื่อผิวหน้าของหน้ายางสึกถึงระดับเดียวกับตัวบ่งชี้เหล่านี้ แสดงว่าหน้ายางเหลือน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด และควรได้รับการเปลี่ยนเป็นยางใหม่

  • การสลับยาง: ฉันควรจะรู้อะไรบ้าง

    นี่คืออะไร

    ในระหว่างการสลับยาง ยางและล้อแต่ละเส้นจะถูกถอดออกจากรถยนต์ของคุณและย้ายไปยังตำแหน่งอื่น เพื่อให้แน่ใจว่ายางทุกเส้นสึกหรอเท่าๆ กันและสามารถใช้งานได้นานขึ้น

    ฉันควรสลับยางเมื่อไร

    ยางควรได้รับการเปลี่ยนตำแหน่งทุกๆ หกเดือน หรือ 6,000 ถึง 8,000 ไมล์ 10,000 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ควรตรวจเช็คคู่มือที่ติดมากับรถของคุณ เพื่อดูว่ามีตารางการสลับยางแนะนำไว้หรือไม่

    ประโยชน์ของการสลับยาง:

    เนื่องจากตำแหน่งของยางบนรถของคุณอาจส่งผลกระทบต่อการสึกหรอของยาง การสลับยางเป็นประจำช่วยให้ยางสึกเท่าๆ กัน ช่วยยืดอายุของยาง และเพิ่มสมรรถนะการทำงานให้ดีขึ้น

  • การตั้งศูนย์: ฉันควรจะรู้อะไรบ้าง (หรือที่เรียกอีกชื่อว่า "การตั้งศูนย์ช่วงล่าง")

    การตั้งศูนย์เป็นขั้นตอนง่ายๆ ซึ่งอาจต้องมีการปรับคานยึดล้อหน้าและ/หรือหลังบ้างเล็กน้อย หากศูนย์รถของคุณยังไม่ตรง อาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่ได้

    เมื่อไรที่ฉันควรเช็คศูนย์ล้อรถยนต์ของฉัน

    • คุณชนวัตถุที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่บนถนน
    • คุณเห็นรอยที่ไหล่ยาง (ขอบด้านนอก)
    • คุณรู้สึกถึงการควบคุมรถยนต์ หรือการบังคับพวงมาลัยที่ผิดปกติ
    • เมื่อคุณเปลี่ยนส่วนประกอบที่ใช้ยึดล้อหรือพวงมาลัย
    • อย่างน้อยทุกๆ 10,000 กิโลเมตร

    ข้อสังเกตบางประการ:

    • รถยนต์ของคุณดึงหรือเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งเมื่อคุณขับไปบนถนนที่เรียบตรง
    • พวงมาลัยของคุณคืนยากหลังจากการเลี้ยว
    • พวงมาลัยของคุณคงอยู่ที่ตำแหน่งเดิมเมื่อขับบนทางตรง

    ทำไมการตั้งศูนย์จึงสำคัญ

    • เพื่อลดการสึกหรอ และความเสียหายของรถยนต์ของคุณ ทั้งยังช่วยเพิ่มความนุ่มสบายในการขับขี่
    • เพื่อลดการสึกของยางของคุณ ช่วยเพิ่มอายุการใช้งานและสมรรถนะในการขับขี่ รวมถึงประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน
    • เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการควบคุมการขับขี่ เพราะช่วยลดที่อาจเกิดกับการควบคุมพวงมาลัยและเสถียรภาพของรถ

    รู้จักวิธีการตั้งศูนย์

    มีการปรับเปลี่ยน 3 สิ่งในการตั้งศูนย์:

    • มุมแคมเบอร์: หากคุณมองจากด้านหน้ารถ แคมเบอร์คือมุมของล้อรถวัดเป็นองศา
    • มุมแคสเตอร์: หากคุณดูจากด้านข้างของรถ มุมแคสเตอร์จะบอกถึงมุมเอียงไปด้านหน้าหรือด้านหลังของเส้นที่ลากผ่านจุดเดือยบังคับเลี้ยวบนและล่าง
    • มุมโท: ความแตกต่างของระยะทางระหว่างด้านหน้าของยางและด้านหลังของยาง

  • การถ่วงล้อ: ฉันควรจะรู้อะไรบ้าง

    นี่คืออะไร

    • บางครั้งเมื่อยางได้รับการติดตั้ง การกระจายของน้ำหนักของยาง รวมถึงการใส่ประกอบล้ออาจไม่เท่ากันทุกล้อ
    • ล้อจะไม่สมดุลเมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งหนักกว่าหรือเบากว่าส่วนที่เหลือ ผลของการไม่สมดุลนี้ คือ อาการโยนตัวหรือโคลงเคลงนั่นเอง ซึ่งส่งผลทำให้หน้ายางมีอายุการใช้งานลดลง และเพิ่มการสั่นสะเทือน รวมถึงก่อให้เกิดความยากในการควบคุมรถยนต์ของคุณ
    • ความถ่วงล้อ เป็นการชดเชยความแตกต่างในน้ำหนัก เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำหนักของยางทุกล้อมีความสมดุลกัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องยางจะเพิ่มน้ำหนักเพื่อถ่วงน้ำหนักยางให้เท่ากันตามความเหมาะสม

    เมื่อใดที่ฉันควรถ่วงล้อของฉัน

    • เมื่อมีการเปลี่ยนยางเส้นใดเส้นหนึ่ง
    • เมื่อตัวถ่วงน้ำหนักถูกย้ายหรือถอดออก
    • เมื่อคุณซื้อยางใหม่

    ล้อจะสมดุลได้อย่างไร

    1. ในการถ่วงล้อ ช่างของคุณจะใช้เครื่องถ่วงล้อ เพื่อหาจุดที่มีน้ำหนักมาก
    2. จากนั้นตัวถ่วงน้ำหนักจะถูกติดเข้ากับด้านนอกหรือด้านในของล้อรถ เพื่อต้านแรงเหวี่ยงที่จะเกิดที่จุดที่มีน้ำหนักมากในขณะที่ล้อรถกำลังเลี้ยว

    มีคำแนะนำไหม

    หากคุณรู้สึกถึงอาการโยนตัว โคลงเคลง หรือสะเทือน ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องยางทันที

ขับขี่อย่างไรให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

สิ่งดีๆ ที่เราอยากแนะนำ...
และบางเคล็ดลับที่คุณอาจไม่ทราบมาก่อน

การขับรถอย่างปลอดภัย

  • การขับรถให้ปลอดภัยบนทางหลวงที่ใช้ความเร็วสูง

    • สังเกตป้ายจำกัดความเร็วบนทางหลวงอยู่เสมอ
    • เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวล่วงหน้าก่อนที่จะทำการแซงหรือการเปลี่ยนเลน
    • อย่าเลี้ยวอย่างกระทันหัน เพราะอาจทำให้รถสูญเสียการควบคุมรถและพลิกคว่ำได้
    • หยุดพักเป็นระยะ อย่าฝืนขับรถในขณะที่รู้สึกง่วงหรืออ่อนเพลีย

  • การขับรถให้ปลอดภัยในยามค่ำคืน

    • ให้เวลาในการปรับสายตาของคุณให้เข้ากับแสงและเงาในเวลากลางคืนก่อนขับรถ
    • ปรับกระจกมองหลังของคุณลงเล็กน้อย เพื่อลดแสงสะท้อนจากไฟหน้าของรถคันหลังที่อาจส่องเข้าตา หรือหากเป็นกระจกที่สามารถตั้งค่าได้ให้ปรับค่ากระจกมองหลังของคุณเป็นแบบใช้ในเวลากลางคืน
    • อย่าจ้องตรงๆ ไปที่ไฟหน้าของรถที่วิ่งสวนมาในทิศทางตรงกันข้าม
    • อย่าขับรถเร็วเกินไป:เวลากลางคืนจะทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลง การมองเห็นถนนข้างหน้าจะทำได้ยากขึ้น

  • การขับรถให้ปลอดภัยในสภาวะมีหมอก

    ทัศนวิสัยในการมองเห็นจะลดลงเมื่อหมอกลง :

    • ให้เปิดไฟต่ำ และไฟตัดหมอก
    • ลดความเร็วลง และงดการแซง
    • ทิ้งระยะห่างรถให้เพียงพอต่อการหยุดรถในกรณีมีเหตุฉุกเฉินด้านหน้า โดยรักษาระยะห่างที่มากพอที่จะทำให้เบรกรถได้อย่างปลอดภัย

  • การขับรถให้ปลอดภัยในสภาวะกระแสลมแรง

    • ลดความเร็วลง เตรียมตัวให้พร้อมที่จะหยุดรถได้ตลอดเวลา
    • ปิดหน้าต่างทั้งหมด การเปิดหน้าต่างเพียงบานเดียวอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมที่พัดมากับลม เช่น ฝุ่น พัดมาเข้าตาจนมีผลต่อการมองเห็นได้
    • ระมัดระวังผู้คนหรือเศษขยะที่อาจถูกกระแสลมพัดลงมาบนถนน
    • ระลึกอยู่เสมอว่าผู้คนตามท้องถนนอาจไม่ได้ยินเสียงแตรของคุณในขณะลมแรงมากๆ
    • หากคุณมีอุปกรณ์เสริมติดพ่วงมากับรถคุณ ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าได้ถูกติดตั้งไว้อย่างแน่นหนาเพียงพอแล้ว
    • ใช้ความระมัดระวังสูงในการขับรถเข้าไปใกล้ๆ ยานพาหนะที่มีตัวถังหรือมีโครงสร้างสูง โดยเฉพาะเมื่อต้องขับในบริเวณพื้นที่โล่งหรือบนสะพาน

  • การขับรถให้ปลอดภัยในพื้นที่ภูเขาสูง

    ก่อนออกรถ :

    • ตรวจสอบเบรกและทดลองเบรก รวมถึงตรวจเช็คระดับน้ำมันเบรกก่อนการออกเดินทาง
    • พกอุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อใช้ในกรณีที่เบรกของคุณไม่ทำงาน (สำหรับรายการทั้งหมดให้ดูที่ ข้อควรระวังและเหตุที่อาจก่อให้เกิดอันตราย).
    • ตรวจสอบสภาพของยางอะไหล่ของคุณ: โดยเฉพาะแรงดันลมยางที่เหมาะสมต่อการใช้งานเป็นสิ่งสำคัญมาก
    • สำรองอาหารไปเพิ่มเติม รวมถึงเสื้อผ้าที่เหมาะสม และอุปกรณ์ช่วยเหลือยามฉุกเฉิน
    • ตรวจสอบสภาพอากาศ สภาพถนนในบริเวณพื้นที่ที่คุณกำลังจะไป และเลือกเส้นทางที่เหมาะสมในการเดินทาง
    • บอกคนอื่นๆ อย่างน้อยอีกหนึ่งคนให้ทราบว่าคุณกำลังเดินทางไปที่ไหน เมื่อไหร่ รวมถึงกำหนดกลับ เพื่อหากคุณไม่ได้กลับตามเวลาที่แจ้งไว้ คนๆ นี้จะได้แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันท่วงที

    ในขณะขับรถ :

    • บีบแตรล่วงหน้าเพื่อเตือนรถที่สวนทางมา หากคุณมองไม่เห็นทางข้างหน้าในขณะเข้าโค้ง
    • ขับรถอย่างระมัดระวังและชะลอรถในขณะเลี้ยว โดยเฉพาะเมื่อคุณไม่สามารถมองเห็นทางข้างหน้า
    • ห้ามเร่งความเร็วหรือแซงบนโค้งหักศอกที่คุณมองไม่เห็นรถที่สวนมาโดยเด็ดขาด

  • การขับรถให้ปลอดภัยในสภาวะโคลน

    วิธีง่ายๆ ที่จะตัดสินว่าคุณสามารถลุยผ่านโคลนจุดนี้ไปได้หรือไม่

    • เมื่อมีโคลนหนักอยู่บนถนน หรือหากคุณกำลังขับรถบนทางออฟโรด ให้ทำการหยุดรถเพื่อสำรวจความแข็งและความลึกของโคลนก่อนที่จะขับรถผ่าน
    • สังเกตรอยยางของรถคันอื่นๆ ก่อนหน้า เพื่อใช้ประเมินความลึกและความหนาแน่นของโคลน
    • สังเกตดูว่ารถที่ขับผ่านไปก่อนหน้าเป็นรถประเภทใด โดยดูจากขนาดและความกว้างของรอยล้อที่ทิ้งไว้บนโคลน ใช้ข้อมูลนี้ประกอบการตัดสินใจ ว่าคุณสามารถผ่านโคลนจุดนี้ไปได้หรือไม่

หากคุณไม่พบข้อมูลที่ต้องการ กรุณาติดต่อเรา

เขียนถึงเรา

252 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท
รหัสไปรษณีย์ 10400

เขียนถึงเรา

ค้นหาร้านผู้แทนจำหน่าย

 

ค้นหาผู้แทนจำหน่าย

โทรหาเรา

MICHELIN Hotline เบอร์ 02 700 3993
(จันทร์ - ศุกร์ 08.00 - 17.00)
เบอร์โทรศัพท์: +66 2 700 3000
fax: +66 2 016 3078