Choose a language
MICHELIN
e·PRIMACY
  • summer

    summer

  • รองรับการใช้งานรถ EV

    รองรับการใช้งานรถ EV

16 มีขนาดตั้งแต่

MICHELIN E·PRIMACY

  • summer

    summer

  • รองรับการใช้งานรถ EV

    รองรับการใช้งานรถ EV

ยาง MICHELIN e·PRIMACY ยางรักษ์โลกสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ยางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดที่เน้นประสบการณ์ขับขี่แบบพรีเมียม

• ได้รับการพัฒนาและออกแบบเพื่อรถพลังงานไฟฟ้าและไฮบริดโดยเฉพาะ
• ลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซ CO2 [1][2]
• เพิ่มระยะการใช้งานแบตเตอรี่[2][3]
• อายุการใช้งานยาวนาน[4] ลดปริมาณขยะ

• ปลอดภัย มั่นใจตั้งแต่วันแรกที่ใช้จนถึงวันที่เปลี่ยนยางรอบถัดไป
• นุ่มเงียบ ตามสไตล์ยางมิชลิน ช่วยยกระดับประสบการณ์ขับขี่รถไฟฟ้าอย่างแท้จริง

 

ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)[1][2][3] 

ยาง MICHELIN e.PRIMACY มีประสิทธิภาพต้านแรงต้านทานการหมุนของล้ออยู่ในระดับ AAA ซึ่งเหนือกว่าค่าเฉลี่ยยางคู่แข่งชั้นนำ 29.1%[3] ช่วยให้ลดการสิ้นเปลืองพลังงานสูงถึง 9.7%[1][2]

 

สูตรเนื้อยาง Energy Passive Compound ที่ใช้อีลาสโตเมอร์ที่มีความยึดหยุ่นสูงเป็นพิเศษ ช่วยให้อีลาสโตเมอร์สามารถเชื่อมกับสารเติมเสริมแรง(Filler) ได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้การกระจายพลังงานภายในยางทำได้ดี แรงต้านทานการหมุนของล้อและการสิ้นเปลืองพลังงานจึงลดลงตามไปด้วย

 

Slim Belt เข็มขัดรัดหน้ายางแบบใหม่ที่มีความบางลงแต่ยังให้ความแข็งแกร่งเท่าเดิม ช่วยให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าหรือไฮบริดสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อน

 

 

4w 483 tire michelin e primacy en benefit 1

 เพิ่มระยะการใช้งานแบตเตอรี่[1][2][3]

 

ยาง MICHELIN e.PRIMACY มีส่วนช่วยเพิ่มระยะการใช้งานแบตเตอรี่สูงสุงถึง 7% นั่นคือประมาณ 30 กิโลเมตรต่อความจุแบตเตอรี่สำหรับการเดินทาง 400 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ขับขี่ภูมิอากาศและสภาพการใช้งาน) ซึ่งมาจากการดีไชน์ของแก้มยางและสูตรเนื้อยางที่ช่วยลดแรงต้านทานการหมุนที่มากกว่าค่าเฉลี่ยยางคู่แข่งชั้นนำถึง 29.1%[3] ช่วยให้ประหยัดพลังงานสูงถึง 9.7%[1][2] ให้คุณได้เพลิดเพลินกับประสบการณขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าหรือไฮบริดได้ไกลขึ้นกว่าเดิม

4w 483 tire michelin e primacy en benefit 2

อายุการใช้งานยาวนาน[4] ลดปริมาณขยะ

ยาง MICHELIN e.PRIMACY มีอายุการใช้งานยาวนาน ช่วยให้ลดปริมาณขยะจากการเปลี่ยนยางเร็วกว่าที่จำเป็น เพราะความทนทานต่อการสึกหรอเหนือกว่าค่าเฉลี่ยคู่แข่งชั้นนำ 18.3%[4] เทคโนโลยี MaxTouch Construction™ ที่ช่วยเพิ่มพื้นที่หน้าสัมผัสระหว่างยางล้อกับผิวถนน ทั้งยังช่วยกระจายแรงกดให้สม่ำเสมอตลอดหน้ายางขณะเร่งความเร็ว เบรก และเข้าโค้ง ส่งผลให้หน้ายางมีอายุใช้งานนานและยังคงให้สมรรถนะดี ปลอดภัย มั่นใจตั้งแต่วันแรกที่ใช้จนถึงวันที่เปลี่ยนยางรอบถัดไป

4w 483 tire michelin e primacy en benefit 4

นุ่มเงียบ ช่วยยกระดับประสบการณ์ขับขี่รถไฟฟ้าอย่างแท้จริง 

ยกระดับประสบการณ์ขับขี่รถไฟฟ้าขึ้นไปอีกขั้นด้วยความนุ่มเงียบสไตล์ยางมิชลินที่ผสาน 2 สุดยอดเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว

 

  • Silent Rib เทคโนโลยีที่ช่วยให้หน้ายางและร่องดอกยางมีระยะห่างสม่ำเสมอตลอดเวลา ส่งผลให้เสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของอากาศเมื่อยางสัมผัสกับผิวถนนมีความสม่ำเสมอ จึงรู้สึกได้ถึงความเงียบสบายในห้องโดยสาร
  • Acoustic Technology เทคโนโลยีพิเศษโดยนำโฟมโพลียูรีเทน (Polyurethane Foam) มาติดตั้งไว้ที่ท้องยางช่วยดูดซับการสั่นสะเทือนของอากาศภายในยาง จึงช่วยลดเสียงก้องภายในยาง (Cavity Noise) ลง ช่วยให้การขับขี่เงียบสงบมากขึ้น (เทคโนโลยีนี้มีในยางขอบ 19 นิ้วขึ้นไป บางขนาดเท่านั้น)
4w 483 tire michelin e primacy en benefit 3


170517_Bibendum_Bienvenue_vectorisation_02
MICHELIN
e primacy
0/5
★★★★★
★★★★★
คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจจาก 0 รีวิว
All
5
4
3
2
1
100%
All reviews
  • All reviews
  • Recommended by users
  • Recent reviews
  • Oldest reviews
Collected By
กมลชนก ลิมปิยากร
4 เมษายน 2024
5 /5
★★★★★
★★★★★
รีวิวนี้มีประโยชน์สําหรับคุณหรือไม่?
  • การเบรกบนถนนแห้ง
  • อายุการใช้งานยาวนาน
  • การเบรกบนถนนเปียก
Originally posted on
www.michelin.co.th
แปลรีวิวนี้

นุ่มเงียบ และประหยัดน้ำมันดีมาก

คุณภาพยาง

Collected By
รัชพงศ์
8 มีนาคม 2024
5 /5
★★★★★
★★★★★
รีวิวนี้มีประโยชน์สําหรับคุณหรือไม่?
  • การเบรกบนถนนแห้ง
  • อายุการใช้งานยาวนาน
  • การเบรกบนถนนเปียก
Originally posted on
www.michelin.co.th
แปลรีวิวนี้

ผมใช้ยางนี้กับ Nissan Kicks ซึ่งเป็นรถที่มีแรงบิดสูง รู้สึกได้ถึงความกระฉับกระเฉงของรถในทันทีที่เริ่มออกตัว รถพุ่งออกตัวได้ดีมาก ไหล ใช้พลังงานน้อยลงอย่างมากในการรักษาความเร็ว การเร่งแซง การเข้าโค้งทำได้ดี ความนุ่มเงียบอยู่ระดับดี แต่คงจะสู้ยางสายนุ่มเงียบแท้ไม่ได้ ข้อเสียของยางคือมันทำให้ระยะเบรคยาวขึ้น ซึ่งมันจะถูกชดเชยด้วยระบบ regerative braking ของรถ EV ทำให้เมื่อรวมการทำงาของเบรกแล้ว ก็จะมีระยะเบรกที่เหมาะสม ไม่แนะนำให้ยางนี้ ถ้ารถของท่านไม่มีระบบดังกล่าว โดยรวมชอบมาก

ยางที่จะตอบสนองแรงบิดของรถ EV

Collected By
อำพร เลิศวิลาศานนท์
4 พฤศจิกายน 2023
3 /5
★★★★★
★★★★★
รีวิวนี้มีประโยชน์สําหรับคุณหรือไม่?
  • การเบรกบนถนนแห้ง
  • อายุการใช้งานยาวนาน
  • การเบรกบนถนนเปียก
Originally posted on
www.michelin.co.th
แปลรีวิวนี้

Primecy 3 ใช้มา 3 ปี ยางบวม 555

A long time ????

/ 1

มียาง MICHELIN e·PRIMACY 16 ขนาด

เหมาะสำหรับรถคุณ

MICHELIN e·PRIMACY 205/55 R16 94V

หน้ากว้าง

205

หน้ากว้าง

55

ขอบล้อ

16

ดัชนีน้ำหนักบรรทุก

94

ดัชนีความเร็วสูงสุด

V

การกล่าวถึงทางกฎหมาย

ผลทดสอบ

 

1) ยางมิชลิน อี-ไพรมาซี่ เส้นใหม่จะมีแรงต้านทานการหมุนของล้อต่ำกว่ายางคู่แข่งเฉลี่ยอยู่ที่ 2.6 กิโลกรัมต่อตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการลดความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ถึง 0.42 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร (9.7%) หรือการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 9.8 กรัม สำหรับรถโตโยต้า คัมรี รุ่นไฮบริด เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร

2) ระหว่างการใช้งาน ยางมิชลิน อี-ไพรมาซี่ จะมีแรงต้านทานการหมุนของล้อต่ำกว่ายางคู่แข่งเฉลี่ยอยู่ที่ 2.6 กิโลกรัมต่อตัน (แรงต้านทานการหมุนของล้อจะคงที่ตลอดช่วงอายุการใช้งานยาง) ซึ่งเทียบเท่ากับการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 443 กรัม (9.7%) โดยประเมินจากฐานเฉลี่ยเมื่อใช้ยางเส้นใหม่วิ่งเป็นระยะทาง 45,000 กิโลเมตร  ทั้งนี้ การสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอาจแตกต่างออกไป ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่ ตลอดจนรถยนต์และแรงดันลมยางที่ใช้

3) ยางมิชลิน อี-ไพรมาซี่ มีแรงต้านทานการหมุนของล้อต่ำกว่ายางของคู่แข่งชั้นนำ 29.1% แหล่งที่มา: การทดสอบแรงต้านทานการหมุนของล้อ ซึ่งจัดทำโดยศูนย์วิจัยและเทคโนโลยียานยนต์แห่งประเทศจีน (CHINA  AUTOMOTIVE TECHNOLOGY AND RESEARCH CENTER: CATARC) ตามคำขอของมิชลิน ในเดือนกันยายน 2563  อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างออกไป ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ รถยนต์ที่ใช้ และสภาพดอกยาง

4) ยางมิชลิน อี-ไพรมาซี่ มีอายุความทนทานต่อการสึกหรอเหนือกว่าคู่แข่ง 18.3% แหล่งที่มา: การทดสอบการสึกหรอ ซึ่งจัดทำโดยศูนย์วิจัยและเทคโนโลยียานยนต์แห่งประเทศจีน (CHINA AUTOMOTIVE TECHNOLOGY AND RESEARCH CENTER: CATARC) ตามคำขอของมิชลิน ระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2563  อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างออกไป ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ รถยนต์ที่ใช้ และสภาพดอกยาง