ล่าสุด มิชลินได้เปิดตัวยางรุ่นใหม่ที่มาพร้อมสุนทรียภาพแบบใหม่ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นในเรื่อง “ความยั่งยืนทุกด้าน” (All Sustainable) ขององค์กร โดยการเปิดตัวดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกของมิชลิน และบทบาทในฐานะผู้จัดหายางเพียงรายเดียวของการแข่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าชิงแชมป์โลกรายการ FIM Enel MotoE World Championship ซึ่งในปี 2567 เป็นสนามแข่งรถจักรยานยนต์ ‘ดูคาติ’ (Ducati) ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100%
ยาง ‘มิชลิน พาวเวอร์ สลิค’ (MICHELIN Power Slick) ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลและวัสดุหมุนเวียนที่สัดส่วนเฉลี่ยสูงกว่า 50% (49% สำหรับยางล้อหน้า และ 53% สำหรับยางล้อหลัง)
หากต้องการดูวีดีโอนี้ คุณจะต้องยอมรับโมดุลคุกกี้บางส่วนจาก YouTube เพียงคลิกปุ่มด้านล่างเพื่อเปิดใช้งานโมดุลคุกกี้
การแข่งขัน ‘โมโตอี’ เป็นตัวเร่งให้มิชลินพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืน
เพื่อรองรับการสัญจรด้วยยานพาหนะสองล้อพลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคต โดยหัวใจสำคัญของการพัฒนาอยู่ที่ “การวิเคราะห์ภาคสนาม” (Field Analysis) และ “ฐานข้อมูลอัจฉริยะ” (Smart Data)
ยาง MICHELIN MotoETM รุ่นใหม่นี้ผสานวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่และวัสดุจากแหล่งหมุนเวียนในระดับที่สูงขึ้น พร้อมทั้งยังคงประสิทธิภาพที่ดียิ่งกว่าเดิม
การเข้าร่วมการแข่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ‘โมโตอี’ เป็นเสมือนเวทีให้มิชลินคิดค้นนวัตกรรม, ทำการทดลอง, เรียนรู้ และถ่ายทอดความรู้ ทั้งยังเปิดโอกาสให้กลุ่มมิชลินพัฒนาโซลูชั่นที่ยั่งยืนใหม่ๆ ซึ่งผ่านการทดสอบในสภาวะสุดขั้วได้สำเร็จเร็วเป็นประวัติการณ์ และสามารถนำมาใช้ในการผลิตยางเพื่อให้คนจำนวนมากที่สุดเข้าถึงได้
การเข้าร่วมการแข่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าชิงแชมป์โลก ‘โมโตอี’ สะท้อนให้เห็นความโดดเด่นด้านนวัตกรรมของกลุ่มมิชลิน โดยช่วยผลักดันให้มิชลินนำวัสดุรีไซเคิลและวัสดุหมุนเวียนมาใช้ผลิตยางได้สำเร็จเร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความรู้ด้านเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าให้กว้างขึ้น เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางในเชิงพาณิชย์ได้เร็วยิ่งขึ้น
ในปี 2567 ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ของมิชลินบรรลุอีกก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์ด้วยการเปิดตัวยางสำหรับการแข่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ‘โมโตอี’ ซึ่งผลิตจากวัสดุรีไซเคิลและวัสดุหมุนเวียนที่สัดส่วนเฉลี่ยสูงกว่า 50% (49% สำหรับยางล้อหน้า และ 53% สำหรับยางล้อหลัง) หรือมากกว่ายางที่ใช้ในฤดูกาลแข่งขันก่อนหน้าถึง 6 จุด
การใช้วัสดุจากแหล่งหมุนเวียนและวัสดุรีไซเคิลทดแทนวัสดุที่ได้จากปิโตรเลียม คือส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของมิชลินในการลดผลกระทบต่อทรัพยากรของโลก และขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน
ในการผลิตยางสำหรับการแข่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ‘โมโตอี’ มีการนำวัสดุรีไซเคิลและวัสดุหมุนเวียนหลากหลายรูปแบบมาใช้ โดยเฉพาะวัสดุที่ได้จากน้ำยางของต้นยาง (ยางธรรมชาติ), เศษยางจากยางรถยนต์และยางรถตู้ (คาร์บอนแบล็คที่ได้จากการรีไซเคิล), เปลือกส้มและเปลือกมะนาว (สารลิโมนีน), ยางสน (Fir Resin), น้ำมันดอกทานตะวัน และเหล็กรีไซเคิลจากเศษโลหะ
วัสดุรีไซเคิลและวัสดุหมุนเวียน: องค์ประกอบพื้นฐานที่ยังไม่เพียงพอในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ภายใต้แนวทางลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโดยรวมขององค์กร มิชลินมองว่าการใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุหมุนเวียนในการผลิตเป็นแนวทางปฏิบัติขั้นพื้นฐานซึ่งยังไม่เพียงพอ
ปัจจุบัน ยางที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลและวัสดุหมุนเวียน 100% ยังไม่มีความยั่งยืนพอ เพราะนอกจากจะนำวัสดุรีไซเคิลและวัสดุหมุนเวียนมาใช้ในการผลิตยางแล้ว แนวทางปฏิบัติยังต้องเป็นไปเพื่อจำกัดผลกระทบของยางที่มีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ดังนั้น จึงต้องจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทุกขั้นตอนตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ, การผลิตและการใช้งาน, ไปจนถึงการรีไซเคิล) โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพและสมรรถนะยาง ทั้งยังต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้จริงในการนำวัสดุดังกล่าวไปใช้ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
มิชลินมุ่งออกแบบและผลิตยางโดยคำนึงถึงประเด็นข้างต้นในทุกแง่มุม
ยางสำหรับการแข่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ‘โมโตอี’ เป็นหนึ่งในยางรุ่นแรกๆ ที่ดำเนินการตามแนวทางที่ครอบคลุมรอบด้านนี้ เพราะกีฬามอเตอร์สปอร์ตเป็นทั้งสนามทดสอบและสนามบ่มเพาะนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ทั้งนี้ มิชลินเชื่อมั่นว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในคำตอบสำหรับความท้าทายทางสิ่งแวดล้อม โดยช่วยขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน, ลดปริมาณการปล่อยคาร์บอน และอนุรักษ์ทรัพยากรที่มีอยู่
หากต้องการดูวีดีโอนี้ คุณจะต้องยอมรับโมดุลคุกกี้บางส่วนจาก YouTube เพียงคลิกปุ่มด้านล่างเพื่อเปิดใช้งานโมดุลคุกกี้
ยางสำหรับการแข่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ‘โมโตอี’ มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ “ความยั่งยืนทุกด้าน” (All Sustainable) ของกลุ่มมิชลิน
ในปี 2567 มิชลินได้ออกแบบยางล้อหลังสำหรับการแข่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ‘โมโตอี’ ให้มีลวดลายกำมะหยี่บนดอกยางซึ่งจะปรากฎอยู่เพียงชั่วคราว (Ephemeral Velvet Livery) ดีไซน์ที่โดดเด่นซึ่งเรียกว่า Race to Vision นี้สะท้อนแนวคิด VISION ที่มิชลินนำเสนอเมื่อปี 2560 ในฐานะโมเดลการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางอย่างยั่งยืนของมิชลินภายในปี 2593
ภายใต้แนวคิด VISION มิชลินมุ่งมั่นเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่เพื่อผลักดันให้เกิดการสัญจรที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง และทุกคนสามารถเข้าถึงได้ โดยคำนึงถึงนวัตกรรมและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แนวคิดนี้ไม่เพียงเป็นวิสัยทัศน์แห่งอนาคต แต่ยังเป็นแผนงานเชิงกลยุทธ์ของทุกหน่วยงานที่มิชลิน รวมถึงแผนกมอเตอร์สปอร์ตซึ่งดำเนินงานเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวและมีผลการดำเนินงานคืบหน้าโดดเด่นต่อเนื่องทุกปี
ลวดลายบนยางล้อหลังสำหรับการแข่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ‘โมโตอี’ จึงเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงความมุ่งมั่นของมิชลินในการพัฒนาสมรรถนะของยางให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสื่อถึงเจตนารมณ์ของมิชลินที่จะพัฒนายางแห่งอนาคตโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากการเลียนแบบธรรมชาติ (Biomimicry)
มิชลินประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมให้เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น ดังจะเห็นได้จากการเปิดตัวยาง ‘มิชลิน พาวเวอร์ สลิค โมโตอี’ (MICHELIN Power Slick MotoE) ซึ่งผลิตจากวัสดุรีไซเคิลและวัสดุหมุนเวียนในสัดส่วนมากกว่า 50% (49% ในยางล้อหน้า และ 53% ในยางล้อหลัง) ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกแบบยางล้อหลังรุ่น ‘มิชลิน พาวเวอร์ สลิค โมโตอี’ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด VISION ของมิชลิน
เจาะลึกเบื้องหลังยาง ‘มิชลิน พาวเวอร์ โมโตอี’ กับ อัลลัน แม็คนิช
#1 - การวางแนวคิดผลิตภัณฑ์ยาง
เรียนรู้โลกของการผลิตยางมิชลินไปกับ อัลลัน แม็คนิช (Allan McNish) พร้อมค้นพบความลับเบื้องหลังการออกแบบและผลิตยางล้อ
#2 - กระบวนการผลิตยาง
ปลุกความสงสัยใคร่รู้ในตัวคุณ แล้วร่วมสำรวจเจาะลึกโรงงานมิชลินซึ่งเป็นแหล่งผลิตยาง ‘มิชลิน พาวเวอร์ โมโตอี’ ไปกับ อัลลัน แม็คนิช (Allan McNish)
#3 - บทบาทของยางบนสนามแข่ง
สัมผัสเบื้องหลังที่น่าตื่นตาตื่นใจของการแข่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ‘โมโตอี’ ...ตั้งแต่พื้นที่ซ่อมบำรุงรถแข่งขณะไม่ได้ทำการแข่งขัน (Paddock), พื้นที่ข้างสนามแข่ง (Trackside), ยางมิชลิน และกิจกรรมพบปะนักบิด (Meet & Greet)
มิชลิน ...ผู้สนับสนุนยางอย่างเป็นทางการในการแข่งขันโมโตจีพี
WE RACE FOR CHANGE
ยางมิชลิน... ยางที่ออกแบบมาเพื่อคว้าชัย
ข้อความสงวนสิทธิ์ทางกฎหมาย
ในปี 2567 มิชลินได้พัฒนาและนำวัสดุจากแหล่งหมุนเวียนหรือวัสดุรีไซเคิลมาใช้ในยาง MICHELIN Power MotoE เฉลี่ยถึง 54% (57% สำหรับยางหน้า และ 53% สำหรับยางหลัง)