ยางมิชลินทุกรุ่นรองรับการใช้งานร่วมกับยานยนต์ไฟฟ้า
เนื่องจากยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าใช้แบตเตอรี่ จึงมีน้ำหนักมากกว่ายานยนต์ประเภทสันดาปภายใน แต่สามารถเร่งเครื่องได้เร็วกว่า ลักษณะจำเพาะดังกล่าวประกอบกับการมีแรงบิดสูง เครื่องยนต์ทำงานเงียบกว่า และความพยายามเพิ่มระยะใช้งานแบตเตอรี่ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งให้ยาวนานขึ้น ส่งผลให้ยานยนต์ไฟฟ้าต้องการยางล้อที่มีคุณสมบัติพิเศษ
หากต้องการดูวีดีโอนี้ คุณจะต้องยอมรับโมดุลคุกกี้บางส่วนจาก YouTube เพียงคลิกปุ่มด้านล่างเพื่อเปิดใช้งานโมดุลคุกกี้
ค่ายรถยนต์ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าจำนวนกว่าครึ่ง(1) วางใจเลือกใช้ยางมิชลินเป็นยางมาตรฐานติดรถ
วิศวกรของมิชลินทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำ อาทิ ปอร์เช่ (Porsche), เทสลา (Tesla), เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี (Mercedes-AMG), บีเอ็มดับเบิลยู (BMW), โฟล์คสวาเกน (Volkswagen), ฟอร์ด (Ford), ลูซิด (Lucid), ฮุนได (Hyundai), บีวายดี (BYD) และเสี่ยวเผิง (XPENG) เพื่อออกแบบยางล้อที่ให้สมรรถนะตอบโจทย์ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและช่วยให้การเดินทางสัญจรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นเรื่องน่าเพลิดเพลินยิ่งขึ้น
วิธีเลือกยาง ที่เหมาะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
ออกแบบยางให้มีสมรรถนะสูงสุดสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า
วิ่งได้ไกลกว่าต่อการชาร์จแบตเตอรี่หนึ่งครั้ง
เพื่อยืดระยะใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานสูงสุด รถยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้ยางที่มีแรงต้านทานการหมุนต่ำ ทั้งนี้ นับตั้งแต่เริ่มวางตลาดยาง ‘มิชลิน เอนเนอร์จีย์’ (MICHELIN Energy) ในปี 2535 ปัจจุบันมิชลินสามารถลดแรงต้านทานการหมุนของยางลงได้ถึงครึ่ง(3)
วิ่งได้ระยะทางมากขึ้น
ยานยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้ยางที่มีอายุใช้งานยาวนานสูง 'มิชลิน เอ็กซ์' (MICHELIN X) เป็นยางเรเดียลรุ่นแรกที่มิชลินพัฒนาให้มีความแข็งแรงทนทานเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ และนับจากนั้น มิชลินได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ยางที่มีอายุใช้งานยาวนานมาอย่างต่อเนื่อง
เพลิดเพลินไปกับการขับขี่ที่เงียบสบายยิ่งขึ้น
เมื่อเครื่องยนต์ทำงานเงียบ เสียงรบกวนภายในห้องโดยสารที่เกิดจากยางจึงเป็นเรื่องสำคัญ เทคโนโลยี MICHELIN Acoustic ช่วยลดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารลงได้ถึงเกือบ 20%(4)
คำแนะนำสำหรับ การเดินทางสัญจรด้วยยานยนต์ไฟฟ้า
นวัตกรรมยางสุดล้ำสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า
เราทุ่มเทคิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับความท้าทายของการสัญจรด้วยพลังงานไฟฟ้า
ยาง ‘มิชลิน อี.ไพรมาซี่’
ยาง ‘มิชลิน อี.ไพรมาซี่’ (MICHELIN e.Primacy) ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อลดการสิ้นเปลืองพลังงาน(5) ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายเลือกใช้ยางรุ่นนี้เป็นยางมาตรฐานติดรถสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์ระบบไฮบริด หรือยานยนต์ที่มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำยางรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
‘มิชลิน ซิตี้ กริป เซฟเวอร์’ (MICHELIN City Grip Saver) เป็นยางรถจักรยานยนต์หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ให้ระยะใช้งานต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่เพิ่มขึ้น เพราะมีแรงต้านทานการหมุนต่ำ(6) ทั้งยังคงให้อายุใช้งานยาวนานอันเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นของยางในตระกูล ‘มิชลิน ซิตี้ กริป’ยางรถจักรยานไฟฟ้า
ยาง ‘มิชลิน อี-ไวลด์’ (MICHELIN e-WILD) ได้รับการออกแบบมาเพื่อยืดอายุใช้งานแบตเตอรี่ ให้อายุใช้งานยางที่ยาวนาน และเพิ่มประสิทธิภาพระบบส่งกำลัง รู้หรือไม่ว่า...70% ของยางรถจักรยานจากมิชลินรองรับการใช้งานร่วมกับรถจักรยานไฟฟ้า
ยานยนต์ไฟฟ้า...จากรุ่นบุกเบิกถึงรุ่นปัจจุบัน
เป็นเวลากว่า 100 ปี ที่มิชลินมุ่งมั่นนำเสนอนวัตกรรมโซลูชั่นด้านการสัญจร ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ความคาดหวังของผู้ขับขี่ แต่ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดด้วย
พิชิตความท้าทายด้านพลังงานไฟฟ้าตลอดระยะหลายปี
ในปี 2442 มิชลินได้พัฒนายางล้อสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของโลกที่ใช้ชื่อว่า “La Jamais Contente” ซึ่งวิ่งได้เร็วกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ออกแบบยางที่ประหยัดพลังงานและมีอายุใช้งานยาวนาน
ตั้งแต่เปิดตัวยางเรเดียล ‘มิชลิน เอ็กซ์’ (MICHELIN X) ในปี 2489 จนถึงยาง ‘มิชลิน เอนเนอจีย์’ (MICHELIN ENERGY) ในปี 2535 มิชลินไม่เพียงยืดอายุการใช้งานยางให้ยาวนานขึ้นได้สำเร็จ แต่ยังทำให้ยางมีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานมากขึ้นด้วย(7)ครองตำแหน่งผู้บุกเบิกกีฬามอเตอร์สปอร์ตไฟฟ้าระดับโลก
มิชลินนำความรู้ความชำนาญที่สั่งสมจากการแข่งรถระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าประเภทที่นั่งเดี่ยว 'ฟอร์มูลา อี' ของสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA Formula E) ระหว่างปี 2557-2565 และการแข่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของสมาพันธ์รถจักรยานยนต์นานาชาติ (FIM MotoE) มาใช้ในการออกแบบยางสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าออกแบบยางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมแห่งอนาคต
ความร่วมมือกับปอร์เช่ในการผลิตยางสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% 'ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อี-เพอร์ฟอร์แมนซ์’ (Porsche 718 Cayman GT4 E-Performance) พิสูจน์ให้เห็นว่ายางที่ผลิตด้วยวัสดุรีไซเคิลและวัสดุจากชีวมวลในสัดส่วนสูงถึง 53% สามารถใช้งานในสภาวะสุดขั้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ(8)
สมัครสมาชิก จดหมายข่าวจากมิชลิน
มิชลินมีบทบาท ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เราเป็นผู้นำในการส่งเสริมการสัญจรให้มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมลดลง(6) ทั้งยังทุ่มเทพัฒนานวัตกรรมผ่านการลงทุนในธุรกิจยาง ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยาง และธุรกิจอื่นนอกเหนือจากยาง
เชื่อมั่นในนวัตกรรมการเคลื่อนที่ เพื่อชีวิตที่ดียิ่งขึ้นจากมิชลิน
บุกเบิกเส้นทางสู่อนาคต ของการสัญจรด้วยพลังงานไฟฟ้า
ข้อความสงวนสิทธิ์ทางกฎหมาย
(2) ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับรถยนต์ที่ใช้ ขนาดและระยะวิ่งของยาง ความเร็วในการขับขี่ ตลอดจนสภาพถนน
(3) แรงต้านทานการหมุนของยางลดลงถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างยาง ‘มิชลิน เอนเนอจีย์’ (แรงต้านทานการหมุนมากกว่า 12 กิโลกรัมต่อตัน) กับยาง ‘มิชลิน อี.ไพรมาซี่’ และยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต อีวี’ (แรงต้านทานการหมุนน้อยกว่า 5 กิโลกรัมต่อตัน)
(4) MICHELIN Acoustic Technology เป็นเทคโนโลยีซึ่งช่วยลดระดับเสียงรบกวนที่รับรู้ได้ (Perceived Noise) ภายในห้องโดยสารลงราว 20% (การตรวจวัดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร จัดทำขึ้นเมื่อปี 2563 กับรถ KIA Cadenza ที่ติดตั้งยางขนาด 245/45 R19 โดยวัดระดับเสียงรบกวนที่ช่วงความถี่ 170-230 เฮิร์ทซ์) ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างออกไป ขึ้นอยู่กับรถยนต์ที่ใช้ ขนาดและระยะวิ่งของยาง ความเร็วในการขับขี่ ตลอดจนสภาพถนน
(5) ยาง ‘มิชลิน อี-ไพรมาซี่’ เส้นใหม่จะมีแรงต้านทานการหมุนของยางต่ำกว่ายางคู่แข่งเฉลี่ยอยู่ที่ 2 กิโลกรัมต่อตัน ซึ่งเทียบเท่าการลดความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุดถึง 0.21 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร สำหรับรถ VW Golf 7 เครื่องยนต์ 1.5 TSI หรือเทียบเท่าการเพิ่มระยะใช้งานต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่สูงสุดถึง 7% สำหรับรถ VW e.Golf ทั้งนี้ การประหยัดพลังงานหมายถึงการมีน้ำมันเพิ่มขึ้นสำหรับยานยนต์ระบบไฮบริดและเทอร์มิก (Thermic) รวมทั้งการมีพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า
(6) แรงต้านทานการหมุนของยางที่อยู่ในระดับต่ำมากเป็นผลมาจากการใช้วัสดุชนิดใหม่ที่มีส่วนผสมของซิลิกาเป็นหลักและพร้อมรองรับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งยังมีอัตราการสิ้นเปลืองกำลังไฟฟ้าที่ต่ำมาก ส่งผลให้แบตเตอรี่มีอายุใช้งานยาวนานกว่าเมื่อใช้ยาง ‘มิชลิน ซิตี้ กริป’ [ผลจากการสร้างแบบจำลองอัตราการสิ้นเปลืองกำลังไฟฟ้าเปรียบเทียบระหว่างยาง ‘มิชลิน ซิตี้ กริป เซฟเวอร์ ทีแอล’ (MICHELIN City Grip Saver TL) และยาง ‘มิชลิน ซิตี้ กริป’ (MICHELIN City Grip) ขนาด 100/80 - 14 M/C 48S โดยจัดทำขึ้น ณ ศูนย์วิจัยของมิชลิน ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือนกรกฎาคม 2561] คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.michelin.co.uk/motorbike/tyres/michelin-city-grip-saver
(7) อัตราการสิ้นเปลืองพลังงานต่ำ: ยาง ‘มิชลิน เอนเนอจีย์ เซฟเวอร์+’ (MICHELIN Energy Saver+) ได้รับรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมระดับ Eco Champion ประจำปี 2556 จากนิตยสาร AutoBild
(8) สภาวะสุดขั้วในที่นี้หมายถึงการฝึกซ้อมแข่งขันบนสนามแข่ง ทั้งนี้ การขับรถเร็วเกินกำหนดและพฤติกรรมการขับขี่ที่อันตรายถือเป็นการกระทำต้องห้าม
(9) คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.michelin.com/en/sustainability/mobility