ยางรถสองล้อของมิชลินมีจุดเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2434 ซึ่งถือเป็นการเปิดบันทึกประวัติศาสตร์หน้าแรกของนวัตกรรมยางสำหรับรถจักรยานและรถจักรยานยนต์จากมิชลิน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมมากมาย ซึ่งล้วนขับเคลื่อนด้วยแรงบันดาลใจที่มุ่งให้ผลิตภัณฑ์ยางมีสมรรถนะและความปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้ มิชลินถือเป็นผู้บุกเบิกกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถสองล้อ โดยมีความมุ่งมั่นที่ชัดเจน นั่นคือ ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานทั้งบนทางเรียบและออฟโรดของผู้ใช้รถจักรยานและรถจักรยานยนต์
“นวัตกรรม” คือหัวใจสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของผลิตภัณฑ์ยางรถสองล้อจากมิชลิน
2434: จุดเริ่มแรงบันดาลใจ
การบังเอิญได้พบเห็นนักปั่นจักรยานรายหนึ่งประสบปัญหายางแบนได้จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้ เอดูอาร์ มิชลิน (Edouard Michelin) คิดค้นวิธีถอดเปลี่ยนและซ่อมยางล้อ นวัตกรรมนี้ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักปั่นจักรยานและลดความเสียงเรื่องยางรั่วซึม ทั้งยังเป็นรากฐานในการพัฒนาเทคโนโลยียางแห่งอนาคตของมิชลิน
ช่วงปี 2473 – 2502 (ทศวรรษ 30-50): นวัตกรรมที่มุ่งเน้นความปลอดภัย
มิชลินคิดค้นนวัตกรรมหลากหลายรูปแบบ ทั้งเทคนิคเนื้อยางและโครงสร้างวัสดุดีไซน์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นชั้นผ้าใบ, ลายดอกยางแบบละเอียด (Ribbed Pattern), ขอบยางแบบพับ (Beaded Edge) และขอบยางแบบตรง (Straight-Sided)
ในไม่ช้า กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางของมิชลินก็ขยายตัว จากยางรถจักรยานรุ่นปี 2469 ที่ช่วยต้านทานการลื่นไถล...ไปจนถึงรุ่นที่ป้องกันการลื่นไถลได้
ระหว่างปี 2473-2478 (ต้นทศวรรษ 30) มีการเปิดตัวนวัตกรรมหลายรูปแบบเพิ่มขึ้น อาทิ “Confort à tringles” (ขอบยางแบบตรง), “Confort Bibendum”, “Confort à talons” (ขอบยางแบบพับ), “Cablé à tringles“ (ขอบยางแบบตรงพร้อมชั้นเส้นใยสิ่งทอ) และ “Cablé à talons” (ขอบยางแบบพับพร้อมชั้นเส้นใยสิ่งทอ) ต่อมาในปี 2478 ยังได้มีการเปิดตัวยางรุ่น Flèche d’Or [ลูกศรสีทอง] และรุ่น ZigZag
ในยุคหลังสงคราม มิชลินได้พัฒนายางเรเดียลขึ้นเป็นครั้งแรก โดยใช้เทคนิคการขึ้นแบบยางที่ต่างจากเดิม กล่าวคือชั้นยางแต่ละชั้นจะถูกนำมาเรียงทำมุม 90 องศากับบริเวณส่วนกลางของยาง วิธีการเช่นนี้ถือเป็นการปฏิวัติวงการที่ส่งผลดีต่อยางล้อ...ทั้งในด้านสมรรถนะ ความทนทาน และประสิทธิภาพการยึดเกาะ ทั้งยังเป็นการวางมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดการสัญจรในทวีปยุโรปและอเมริกา
2503: การถือกำเนิดของยางรุ่น “le Rapido” และ ACS
A ย่อมาจาก Adherence [การยึดเกาะ], C ย่อมาจาก Comfort [ความสะดวกสบาย] และ S ย่อมาจาก Safety [ความปลอดภัย] ตัวย่อ ACS สะท้อนถึงปัจจัยด้านสภาวะการขับขี่ที่มิชลินให้ความสำคัญ
เป็นพิเศษในการพัฒนายางสำหรับรถจักรยานขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงยางสำหรับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก (Moped) และรถจักรยานยนต์น้ำหนักเบา
130 ปีที่ผ่านมาและอนาคตข้างหน้า
แม้เวลาจะผ่านมาถึง 130 ปี แต่มิชลินยังคงให้ความสำคัญกับเรื่อง “สมรรถนะ” ของยางรถสองล้อ คุณสมบัติยางที่เคยมีความสำคัญต่อผู้ขี่รถจักรยานยนต์และนักแข่งรถจักรยานยนต์เท่านั้น ปัจจุบันได้กลายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ใช้รถสองล้อทุกคน เพราะสมรรถนะเป็นเรื่องสำคัญ...ไม่ว่าจะขับบนทางเรียบหรือออฟโรด ด้วยเหตุนี้ จึงมีแรงผลักดันให้พัฒนาเทคโนโลยียางใหม่ๆ ซึ่งมีข้อดีทั้งด้านปริมาตร คุณค่า และสมรรถนะ ความก้าวหน้าด้านวัสดุส่งผลให้เกิดนวัตกรรมขึ้นเป็นจำนวนมาก...เปลี่ยนจากเนื้อยางธรรมดาๆ เป็นเนื้อยางที่มีความล้ำหน้ามากขึ้น
ตั้งแต่ปี 2533-2542 (ทศวรรษ 90) เป็นต้นมา มิชลินได้นำเสนอแนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านวัสดุ เช่น สูตรเนื้อยางคู่ (Dual Compound: 2CT), การใช้ซิลิกาเป็นส่วนผสมในการผลิตยาง, ผลิตภัณฑ์ยางชนิดไม่มียางใน (Tubeless)
แนวคิดเหล่านั้นถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางทางเรียบที่มาพร้อมสมรรถนะแบบไฮเปอร์สปอร์ต อาทิ ยางตระกูล ‘มิชลิน ไพลอต’ ซึ่งเปิดตัวเมื่อปี 2542 สำหรับยานยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ และยางตระกูล ‘มิชลิน พาวเวอร์’ ซึ่งเปิดตัวเมื่อปี 2548 สำหรับรถจักรยานยนต์
ทราบหรือไม่ว่า...มิชลินจดสิทธิบัตรเป็นจำนวนมากกว่า 400 รายการต่อปี
เราออกแบบยางที่คุณเชื่อมั่นได้เต็มร้อย
ผู้ขับขี่ ผู้ผลิตยานยนต์ นักกีฬามอเตอร์สปอร์ต และผู้มีอิทธิพลทางความคิด ต่างเลือกใช้ยางมิชลิน
การประสานพันธมิตรกับผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำ
มิชลินเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำในแต่ละกลุ่มประเภท อาทิ การร่วมพันธมิตรกับ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน (Harley-Davidson) ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางรถจักรยานยนต์ตระกูล ‘สกอร์เชอร์’ (Scorcher) โดยความร่วมมือระหว่าง มิชลิน และ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน เป็นการทำงานประสานกันตั้งแต่เริ่มแรกในขั้นตอนของการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยศักยภาพในการสร้างแบบจำลองของมิชลิน ทำให้สามารถพัฒนารถจักรยานยนต์รุ่นใหม่และยางที่เหมาะสมขึ้นได้พร้อมๆ กัน ก่อนจะนำมาผ่านการทดสอบมากมายเพื่อให้รถและยางทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์ รวมทั้งเพื่อประเมินความเป็นไปได้อื่นๆ และสรุปผลรูปแบบที่ดีที่สุด กระบวนการออกแบบและจำลองแบบร่วมกันนี้ช่วยให้รถจักรยานยนต์และยางรถจักรยานยนต์ทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การสนับสนุนนักบิดชั้นนำ
มิชลินจับมือให้การสนับสนุนนักกีฬาชั้นนำ อาทิ นักแข่งจักรยานเสือภูเขา [MTB] อย่าง แคม ซิงก์ (Cam Zink), แซม ฮิลล์ (Sam Hill), นิโคไล โรกัตคิน (Nicholi Rogatkin) และ มาลีน เดกน์ (Malene Degn) รวมไปถึงนักแข่งจักรยานทางเรียบ [Road] อย่าง ไบรอัน คอการ์ด (Bryan Coquard), กีโยม มาร์แต็ง (Guillaume Martin) และ ไซมอน เกชเค่ (Simon Geschke) ทั้งนี้ ยางรถจักรยานตระกูล ‘เรซซิ่ง ไลน์’ (Racing Line) เป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มยางรถจักรยานเพื่อการแข่งขันของมิชลิน ซึ่งได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์ความต้องการของนักปั่นมืออาชีพและกึ่งอาชีพที่ต้องการครองความเป็นหนึ่ง ตลอดจนผู้ใช้รถจักรยานในชีวิตประจำวัน
สำหรับรถจักรยานยนต์ เนื่องจากมิชลินเป็นผู้สนับสนุนยางอย่างเป็นทางการของการแข่งรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก ‘โมโตจีพี’ (MotoGP) นักบิดชั้นนำอย่าง โยฮันน์ ซาร์โก (Johann Zarco), ฟรันเชสโก บัญญายา (Francesco Bagnaia), ฟาบิโอ กัวร์ตาราโร (Fabio Quartararo), ฆอร์เก มาร์ติน (Jorge Martin) และ มาร์ก มาร์เกซ (Marc Márquez) จึงสามารถยืนยันคุณภาพของยางได้เป็นอย่างดี มิชลินเป็นแบรนด์แห่งความปลอดภัยและความไว้วางใจ หนึ่งในประจักษ์พยานที่ชัดเจน คือ ผลิตภัณฑ์ยางในตระกูล ‘มิชลิน พาวเวอร์’ (MICHELIN Power) ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีจากการแข่งรถที่ช่วยรีดสมรรถนะของรถจักรยานยนต์ออกมาได้ดีที่สุด
การก้าวเข้าสู่การแข่งรถระดับโลก
ประสบการณ์ในการแข่งรถรายการต่างๆ เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมยางสองล้อมากมายหลายรูปแบบ
เริ่มจากการคว้าชัยชนะอย่างต่อเนื่องเมื่อปี 2442 ในการแข่งรถจักรยานยนต์รายการ ""Critérium des Motocycles"" บนเส้นทางจากเมืองนีซไปยังเมืองคาสเทลเลน (Nice-Castellane) และจากกรุงปารีสไปยังเมืองรูแบ (Paris-Roubaix) และในการแข่งรถจักรยานยนต์รายการ ""Coupe des Motocycles""
ในปี 2516 แจ็ค ไฟนด์เลย์ (Jack Findlay) คว้าถ้วยรางวัล Senior Tourist Trophy มาครอง ถือเป็นชัยชนะครั้งแรกของมิชลินในการแข่งรถจักรยานยนต์ประเภท 500 ซีซี
ในปีถัดมา มิชลินได้คิดค้นนวัตกรรมยางรถแข่งที่พัฒนาขึ้นสำหรับการแข่งรถจักรยานยนต์ ‘กรังด์ปรีซ์’ (Grand Prix) โดยเฉพาะ ซึ่งต่อมาในปี 2519 ยางสลิครุ่นนี้ช่วยให้ แบร์รี ชีน (Barry Sheene) คว้าชัยในการแข่งขัน GP Championship โดยในปี 2520 มิชลินกวาดรางวัลจากการแข่งขันชิงแชมป์โลกทั้ง 5 กลุ่มประเภท (ขนาด 50,125, 250, 350 และ 500 ซีซี)
ปี 2523-2532 (ทศวรรษ 80): ทศวรรษแห่งนวัตกรรม
นอกจากนี้ ในปี 2526 มิชลินยังได้กลับมาลงสนามแข่งอีกครั้ง โดยเปิดตัวยางเรเดียลรุ่นแรกในการแข่งรถจักรยานยนต์รายการ GP500 ซึ่งยางรุ่นดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนายางรุ่น A59X และ M59X ในปี 2530
ทั้งนี้ การนำซิลิกามาเป็นส่วนผสมในเนื้อยางและการใช้เทคโนโลยีเนื้อยางคู่ (Dual Compound Technology) สำหรับยางที่ใช้ในการแข่งขัน GP500 เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มิชลินครองตำแหน่งแชมป์มากที่สุดในการแข่งขันชิงแชมป์โลกรายการสำคัญๆ ช่วงปี 2533-2542 (ทศวรรษ 90)
ความท้าทายใหม่ๆ ในศตวรรษที่ 21
มิชลินไม่เพียงกลับมาลงสนามแข่ง ‘โมโตจีพี’ เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สนับสนุนยางอย่างเป็นทางการให้กับการแข่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าชิงแชมป์โลกรายการ FIM Enel MotoE World Cup ซึ่งเป็นการแข่งขันประเภทใหม่
โลกของยานยนต์ไฟฟ้าเป็นตลาดที่มีความต้องการสูงและมีลักษณะพิเศษใหม่ๆ ทั้งเรื่องแรงต้านทานการหมุนของยางล้อ, การสูญเสียพลังงาน และการลดเสียงรบกวน ซึ่งถือเป็นความท้าทายทางเทคโนโลยีที่มิชลินพร้อมยอมรับ
นับตั้งแต่มิชลินฉลองการคว้าชัยครั้งที่ 500 ในการแข่งขัน GP เมื่อเดือนตุลาคม 2566 ด้วยฝีมือของ ฟรันเชสโก บัญญายา (Francesco Bagnaia) ก็ไม่มีการแข่งขันชิงแชมป์โลกรายการใด...ทั้งประเภททางเรียบหรือออฟโรด...สามารถต้านทานยางระดับรางวัลของมิชลินได้
มิชลินมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดด้านเทคโนโลยี, ความปลอดภัย และสมรรถนะในระดับโลก จุดยืนนี้ทำให้เชื่อมั่นได้ว่ามิชลินจะนำเสนอนวัตกรรมที่ล้ำหน้ายิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต