ไม่ใช่เรื่องแปลกหากคุณเป็นอีกคนที่กำลังพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสักคัน เพราะเป็นที่คาดการณ์ว่าในปี 2570 ยานยนต์ไฟฟ้าจะมีสัดส่วนราว 40% ของยานยนต์ที่จดทะเบียนใหม่...สูงขึ้นกว่าปี 2565 ถึง 3 เท่า ระบบนิเวศยานยนต์ซึ่งมิชลินดำเนินธุรกิจอยู่กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างเต็มรูปแบบ ที่มิชลิน...เราทุ่มเททำงานบนรากฐานความเชี่ยวชาญด้านยางและพลังสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อให้เมืองที่ทุกคนอาศัยอยู่มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปนี้คือตัวอย่างของโซลูชั่นหลากหลายรูปแบบที่มิชลินนำเสนอ
มิชลินพัฒนาโซลูชั่นนวัตกรรมด้านการสัญจรอย่างต่อเนื่องมานานกว่าศตวรรษ ผลิตภัณฑ์และบริการของมิชลินไม่เพียงตอบสนองลูกค้าได้เหนือกว่าความคาดหวัง แต่ยังได้รับการออกแบบให้มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่ำ ย้อนไปเมื่อปี 2442 มิชลินได้พัฒนายางล้อสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ชื่อว่า ‘จาเมส์ กงต็อง’ (Jamais Contente) ซึ่งทำลายสถิติโดยวิ่งได้เร็วกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นับจากนั้นเป็นต้นมา มิชลินได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยางเรเดียลเส้นแรก...ไปจนถึงยางประหยัดพลังงาน ‘มิชลิน เอนเนอร์จีย์ เซฟเวอร์’ (MICHELIN Energy Saver) โดยพัฒนายางที่ลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ใช้ทรัพยากรน้อยลง, มีอายุใช้งานยาวนานขึ้น และปล่อยปริมาณก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตลดลง ปัจจุบัน การพัฒนาอย่างยั่งยืนมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนมิชลินให้บรรลุพันธกิจขององค์กร ตลอดจนในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ
มิชลิน…ผู้บุกเบิกและผู้นำด้านเทคโนโลยียางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
ยานยนต์ไฟฟ้าต้องใช้ยางที่ทนทานเป็นพิเศษ น้ำหนักแบตเตอรี่, แรงบิดสูง, โหมดชาร์จไฟกลับขณะเบรก, ระยะทางที่วิ่งได้ต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่ และระดับเสียงรบกวนต่ำ เป็นคุณสมบัติเฉพาะของยานยนต์ไฟฟ้าที่ทำให้ลูกค้าและผู้ผลิตยานยนต์หันมาให้ความสนใจกับยางล้อในฐานะปัจจัยสำคัญมากขึ้น โดยจำเป็นต้องพัฒนายางให้มีสมรรถนะสูงขึ้นในด้านอายุการใช้งาน, ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน, ความสามารถในการรับน้ำหนัก และความสบายขณะขับขี่ ซึ่งเป็นเรื่องที่มิชลินมุ่งสร้างความเป็นเลิศให้ครอบคลุมทุกด้าน
แรงต้านทานการหมุนของยางล้อ
เพื่อให้ยานยนต์ไฟฟ้ามีระยะใช้งานที่ยาวนานต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่ ยางล้อที่ใช้ต้องมีแรงต้านทานการหมุนต่ำ...ซึ่งเป็นเรื่องที่มิชลินได้ชื่อว่าเป็นผู้นำและเจ้าแห่งนวัตกรรม ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มิชลินประสบความสำเร็จในการพัฒนายางรถยนต์นั่งที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นถึง 20% โดยยังคงไว้ซึ่งความปลอดภัยและอายุการใช้งานที่ยาวนาน(1).
อายุการใช้งาน
ยานยนต์ไฟฟ้ามาพร้อมแรงบิดสูง, โหมดชาร์จไฟกลับขณะเบรก และแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักมาก ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่ออายุการใช้งานและสมรรถนะของยาง ซึ่งเป็นเรื่องที่มิชลินเชี่ยวชาญในฐานะผู้บุกเบิก ทั้งนี้ “สมรรถนะที่ดีเยี่ยมยาวนาน”(2) สะท้อนความมุ่งมั่นของมิชลินที่จะผลิตยางล้อซึ่งใช้งานได้นาน ทั้งยังให้สมรรรถนะดีเยี่ยมตลอดอายุใช้งาน เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนยางก่อนเวลาอันควร
ความสามารถในการรับน้ำหนัก
ยานยนต์ไฟฟ้ามีน้ำหนักมากกว่าปกติเนื่องจากมีน้ำหนักของแบตเตอรี่เพิ่มเข้ามาด้วย มิชลินจึงนำเสนอยางที่มีขนาดเท่าเดิมหรืออาจมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้น แต่มีความสามารถในการรับน้ำหนักมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวยางที่มาพร้อมเทคโนโลยีต้านทานยางรั่ว ‘เซลฟ์ซีล’ (Selfseal) ซึ่งทำให้ยางสามารถซ่อมแซมรอยรั่วได้เอง จึงไม่จำเป็นต้องบรรทุกยางอะไหล่ให้ตัวรถหนักเพิ่มขึ้น
เสียงรบกวน
MICHELIN Acoustic technology เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารซึ่งเกิดจากยางล้อสัมผัสผิวถนนด้วยการติดตั้งโฟมโพลียูรีเทนไว้ที่ท้องยาง คุณสมบัตินี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อยานยนต์ไฟฟ้าที่เครื่องยนต์ทำงานเงียบ


มิชลิน...พันธมิตรที่วางใจได้
นอกเหนือจากสมรรถนะ มิชลินยังให้ความสำคัญกับการจำกัดผลกระทบของยางล้อให้เกิดขึ้นน้อยตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ แนวทางเรื่องความยั่งยืนดังกล่าวทำให้กลุ่มมิชลินเป็นพันธมิตรรายสำคัญของผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำ ทั้งนี้ มิชลินผ่านการทดสอบรับรองมาตรฐานกับยานยนต์ไฟฟ้า (Homologations) มากกว่า 300 การทดสอบ โดยเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้ากว่า 50 รายทั่วโลก(3)
ปัจจุบันยานยนต์ไฟฟ้าทำงานบนระบบเครือข่ายเชื่อมต่อมากขึ้น อาจกล่าวได้ว่ามิชลินเป็นผู้นำด้านโซลูชั่นบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance Solutions) ที่มาพร้อมอัลกอริทึมแบบออนบอร์ด (Onboard Algorithms) โดยในปี 2564 มิชลินเป็นผู้ผลิตยางรายแรกที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ยางซึ่งมาพร้อมเซนเซอร์ในตัวและทำงานบนระบบเครือข่ายเชื่อมต่อ (Connected Tyre)
ข้อความสงวนสิทธิ์ทางกฎหมาย
(1)แหล่งที่มา: เอกสารการจดทะเบียนสากลปี พ.ศ. 2565 ของมิชลิน
(2)ผลิตภัณฑ์ยางรุ่นต่อไปนี้ได้รับการออกแบบให้มีอายุใช้งานยาวนานสูงและสมรรถนะดีเยี่ยมตลอดอายุใช้งาน: ‘มิชลิน อี.ไพรมาซี่’ (MICHELIN e.Primacy), ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 4เอส’ (MICHELIN Pilot Sport 4S), ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5’ (MICHELIN Pilot Sport 5), ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต อีวี’ (MICHELIN Pilot Sport EV), ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 4 เอสยูวี’ (MICHELIN Pilot Sport 4 SUV)
(3)แหล่งที่มา: แผนกผลิตภัณฑ์อะไหล่แท้สำหรับยานยนต์ของมิชลิน (ปี 2566)
(4)ยาง ‘มิชลิน อี.ไพรมาซี่’ (MICHELIN e.Primacy) เส้นใหม่ มีแรงต้านทานการหมุนของล้อต่ำกว่ายางคู่แข่งเฉลี่ยอยู่ที่ 2 กิโลกรัมต่อตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการประหยัดเชื้อเพลิงสูงถึง 0.21 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร สำหรับรถโฟล์คสวาเกน กอล์ฟ 7 เครื่องยนต์ 1.5 TSI หรือเทียบเท่าระยะทางใช้งานต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้น 7% สำหรับรถโฟล์คสวาเกน อี.กอล์ฟ โดยติดตั้งยางขนาด 205/55 R16 91V เพื่อเปรียบเทียบแรงต้านทานการหมุนของยางเส้นใหม่ระหว่าง ‘มิชลิน อี.ไพรมาซี่’ [5.58 กิโลกรัมต่อตัน] กับ ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 4’ (MICHELIN Primacy 4) [7.74 กิโลกรัมต่อตัน], ‘บริดจสโตน ทูรันซ่า ที005’ (BRIDGESTONE Turanza T005) [7.17 กิโลกรัมต่อตัน], ‘คอนติเนนทอล อีโค คอนแท็ค’ (CONTINENTAL Eco Contact) [6.39 กิโลกรัมต่อตัน], ‘คอนติเนนทอล พรีเมียม คอนแท็ค 6’ (CONTINENTAL Premium Contact 6) [8.93 กิโลกรัมต่อตัน], ‘ดันลอป บลูเรสปอนส์’ (DUNLOP Bluresponse) [7.97 กิโลกรัมต่อตัน], ‘กู๊ดเยียร์ เอฟฟิเชียน กริป 2’ (GOODYEAR Efficient Grip 2) [7.01 กิโลกรัมต่อตัน], ‘พิเรลลี่ ซินทูราโต พี7 บลู’ (PIRELLI Cinturato P7 Blue) [6.96 กิโลกรัมต่อตัน] และ ‘พิเรลลี่ ซินทูราโต พี7’ (PIRELLI Cinturato P7) [8.79 กิโลกรัมต่อตัน]
ทั้งนี้ คำว่า “ความสิ้นเปลืองพลังงาน” หมายถึง “เชื้อเพลิงปิโตรเลียม” สำหรับเครื่องยนต์ประเภทสันดาปและยานยนต์ประเภทไฮบริด และหมายถึง “พลังงานไฟฟ้า” สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า