สำหรับมิชลิน...“มอเตอร์สปอร์ต” เปรียบเสมือนห้องทดลองนวัตกรรมเพื่ออีกระดับของชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง
ในแต่ละวัน เราสร้างแบบจำลอง ออกแบบ ลงสนามแข่ง และเรียนรู้ เพื่อพัฒนายางล้อที่ดียิ่งขึ้น รวมทั้งนำเสนอโซลูชั่นที่ยั่งยืนสำหรับแชมป์ในสนามแข่งและผู้ขับขี่ยานยนต์ทุกประเภทบนท้องถนนทั่วไป
ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา มิชลินเป็นผู้ผลิตยางล้อที่คว้าชัยชนะมากที่สุด (1) ในการแข่งรถรายการสำคัญๆ ซึ่งได้รับการรับรองจากสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ FIA และสหพันธ์จักรยานยนต์นานาชาติ FIM (2).
2025, another successful season for Michelin!
หากต้องการดูวีดีโอนี้ คุณจะต้องยอมรับโมดุลคุกกี้บางส่วนจาก YouTube เพียงคลิกปุ่มด้านล่างเพื่อเปิดใช้งานโมดุลคุกกี้

MotoGP™ กับชัยชนะกว่า 530 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2516
ในปี 2567 Jorge Martin (ฮอร์เก มาร์ติน) (Pramac Racing / Ducati) คว้าแชมป์โลก MotoGP™ เป็นครั้งแรก และทำให้เขาเป็นนักแข่งคนที่ 18 ที่คว้าตำแหน่งนี้ด้วยยางของแบรนด์สัญชาติฝรั่งเศส MICHELIN คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 35 ในรายการแข่งขันรถจักรยานยนต์
นับตั้งแต่ชัยชนะครั้งแรกในปี 2516 (กับ Jack Findley (แจ็ก ฟินด์ลีย์), รถ Suzuki) และแชมป์แรกในปี 2519 (กับ Barry Sheene (แบร์รี ชีน), รถ Suzuki) เป็นความภูมิใจที่มีสถิติชัยชนะมากกว่า 500 ครั้ง ความสำเร็จเหล่านี้เกิดขึ้นจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การเริ่มใช้ยางสลิก (ยางหน้ายางเรียบ) ปี 2516 ยางเรเดียลที่เป็นนวัตกรรมในปี 2527 ไปจนถึงยางไบ-คอมพาวด์ (ยางเนื้อผสม) ในปี 2551
คุณพร้อมสำหรับฤดูกาลปี 2568 แล้วหรือยัง? นี่คือโปรแกรมการแข่งขันที่กำลังจะมาถึง
นักแข่ง MotoGP™ มั่นใจเลือกใช้ยางมิชลิน
“Maverick Viñales”
“ผมแทบไม่เชื่อเลยตอนที่ผมทำเวลาได้ต่ำกว่า 2.01 นาทีที่ออสติน ปีนี้ผมสามารถใช้เวลาในช่วง 2.00 นาที เร็วขึ้นเกือบ 3 วินาทีจากที่ผมเคยทำได้ มันแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามรรถนะของยาง MICHELIN พัฒนาขึ้นมากแค่ไหน”
“Miguel Oliveira”
“ช่างเทคนิคของ มิชลิน เป็นส่วนหนึ่งของทีมงานของเรา เพราะเราทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และช่วยกันวิเคราะห์เพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการแข่งขัน”
“Jorge Martin”
“แน่นอน สำหรับผมแล้ว การเลือกยางเป็นสิ่งสำคัญถึง 90% ของการขับขี่เลย เพราะยางสำคัญมาก นอกจากนี้ต้องทำความเข้าใจยางให้ดีด้วย ต้องรู้ว่ายางทำงานอย่างไร รวมถึงส่วนผสมยางแต่ละแบบ ไม่ว่าจะเป็นยางซอฟต์หรือยางมีเดียม ต้องเข้าใจให้เร็ว และแน่นอนว่าต้องเชื่อมั่นใจยางว่าจะทำเวลาได้ดี คือหนึ่งในสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุด”
“Fabio Quartararo”
“ผมมีความมั่นใจในยางชุดนี้มาก และผมคิดว่าการที่เราใช้ยางมิชลินมาอย่างยาวนาน เราจึงเชื่อมั่นอยู่เสมอ ในสนามนี้ต้องบอกว่าผมรู้สึกมั่นใจมากยิ่งขึ้นไปอีก”
“Brad Binder”
“ถ้าพูดถึงการเเตรียมรถทั้งหมด สิ่งที่ส่งผลที่สุดเหนือการปรับแต่งอื่นๆ คือการเปลี่ยนยาง เพราะสามารถเปลี่ยนสถานการณ์จากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลย ดังนั้นผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือยาง และเป็นจุดที่ชี้ชะตาความเร็วรถของคุณอย่างแท้จริง”
“Francesco Bagnaia”
“สิ่งที่เสมรรถนะของยางมิชลิน มอบให้ผมคือความเสถียรในเวลาที่ต้องใช้ความเร็วรถ ผมรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทำให้คาดเดาได้ง่าย และทำให้ควบคุมยางหลังเพื่อรักษาความเร็วและสมรรถนะในการแข่งขันได้ดี แน่นอนว่าการทำแบบนี้ในระหว่างแข่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นี่คือจุดที่คุณจะสร้างความแตกต่างได้”
ผู้จัดหายางอย่างเป็นทางการของการแข่งขัน FIM MotoE™ World Championship
มิชลินเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน MotoE™ มาตั้งแต่ฤดูกาลแรกในปี 2562 การแข่งขันรายการนี้ถือเป็นสนามทดสอบด้านนวัตกรรมที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งช่วยทำให้เราสามารถนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ในการผลิตยาง พร้อมทั้งต่อยอดด้านระบบขับเคลื่อนรถด้วยไฟฟ้า เพื่อการพัฒนายางสำหรับตลาดผู้ใช้งานทั่วไป
สำหรับฤดูกาล 2568 มิชลิน ได้ร่วมมือกับ Ducati ในการพัฒนายางรุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของการแข่งขัน MotoE™ World Championship โดยยางล้อหลังมีส่วนประกอบจากวัสดุรีไซเคิล 54% ส่วนยางล้อหน้ามีสัดส่วน 56% ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากรโลก ควบคู่ไปกับการยกระดับสมรรถนะของยาง
LE MANS 24H – คว้าชัยชนะต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2541.
ในปี 2568 ทีม AF CORSE คว้าชัยชนะในการแข่งขันระดับตำนานอย่าง Le Mans ด้วยยาง MICHELIN Pilot Sport รุ่นล่าสุด มิชลินได้รับชัยชนะในการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2541 คุณรู้หรือไม่ว่าใครคือผู้ชนะการแข่งขัน Le Mans คนแรก?
มิชลินในการแข่งขัน Le Mans เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่การแข่งขันครั้งแรกในปี 2466 เมื่อ แอนเดร ลากาช (André Lagache) และ เรเน เลโอนาร์ด (René Leonard) จากทีม Chenard & Walcker คว้าชัยชนะด้วยยางมิชลิน ทำความเร็วเฉลี่ย 92.064 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งแตกต่างมาก จากความเร็วเฉลี่ย 233.7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ของผู้ชนะในปี 2565
มิชลิน สร้างสถิติคว้าชัยชนะติดต่อกันอย่างต่อเนื่องในการแข่งขันระดับโลกอย่าง 24 Hours of Le Mans เป็นครั้งที่ 28 สำหรับปีนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำอย่าง Aston Martin ได้เข้าร่วมการแข่งขันในรุ่น Hypercar ร่วมกับ Alpine, BMW, Cadillac, Ferrari, Peugeot, Porsche และ Toyota เพื่อลงชิงชัยชนะในการแข่งขัน Le Mans ครั้งนี้
FIA WORLD ENDURANCE CHAMPIONSHIP – คว้าชัยชนะมากกว่า 90 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2555
มิชลิน เข้าร่วมการแข่งขัน FIA World Endurance Championship (WEC) มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 2555 และคว้าชัยชนะได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่ลงแข่ง
นอกจากนี้ มิชลินยังคว้าแชมป์ติดต่อกัน 4 สมัยร่วมกับ Toyota GR010 Hybrid ซึ่งเป็นรถไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) คันแรกที่ได้ชัยชนะในประเภทการแข่งขันใหม่นี้
ในช่วงปลายปี 2567 มีการประกาศว่า มิชลิน จะสนับสนุนการแข่งขันรุ่น FIA WEC Hypercar ต่อไปอย่างน้อยจนถึงปี 2572 อีกด้วย.
คว้าชัยชนะ 27 สนาม ในการแข่งรถประเภทไฮเปอร์คาร์ ร่วมกับผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก
คว้าชัยชนะ 27 สนาม ร่วมกับโตโยต้า (Toyota), ปอร์เช่ (Porsche), เฟอร์รารี (Ferrari) และอัลไพน์ (Alpine) โดยมีรายละเอียดดังนี้
รางวัลที่ได้ร่วมกับโตโยต้า (Toyota):
แชมป์ประเภทผู้ผลิต 4 รางวัล (ปี 2564, 2565, 2566 และ 2567)
แชมป์ประเภทนักแข่ง 3 รางวัล [ เอ็ม. คอนเวย์ (M. Conway), เค. โคบายาชิ (K. Kobayashi) และ เจ. โลเปซ (J. Lopez) ปี 2564 / บี. ฮาร์ทลีย์ (B. Hartley), อาร์. ฮิราคาวะ (R. Hirakawa) และ เอส. บูเอมี (S. Buemi) ปี 2565 และ 2566 ]
คว้าชัยชนะ 19 สนาม
คว้าตำแหน่งสตาร์ทหัวแถว (Pole Position) 15 สนาม
รางวัลที่ได้ร่วมกับปอร์เช่ (Porsche):
แชมป์ประเภทนักแข่ง 1 รางวัล [ เค. เอสเตร (K. Estre), เอ. ลอตเตอเรอร์ (A. Lotterer), แอล. แวนธูร์ (L. Vanthoor) ปี 2567 ]
คว้าชัยชนะ 3 สนาม
คว้าตำแหน่งสตาร์ทหัวแถว (Pole Position) 3 สนาม
รางวัลที่ได้ร่วมกับเฟอร์รารี (Ferrari):
คว้าชัยชนะ 3 สนาม
คว้าตำแหน่งสตาร์ทหัวแถว (Pole Position) 4 สนาม
รางวัลที่ได้ร่วมกับอัลไพน์ (Alpine):
คว้าชัยชนะ 2 สนาม
คว้าตำแหน่งสตาร์ทหัวแถว (Pole Position) 2 สนาม
รางวัลที่ได้ร่วมกับกลิคเคนเฮาส์ (Glikenhaus):
คว้าตำแหน่งสตาร์ทหัวแถว (Pole Position) 2 สนาม
รางวัลที่ได้ร่วมกับคาดิลแลค (Cadillac):
คว้าตำแหน่งสตาร์ทหัวแถว (Pole Position) 1 สนาม
FIA WORLD RALLY CHAMPIONSHIP: คว้าชัย 347 สนาม ระหว่างปี 2516-2563
มิชลินคว้าชัยชนะในการแข่งขันแรลลี่ชิงแชมป์โลกหรือ ‘เวิลด์ แรลลี่ แชมเปี้ยนชิพ’ (World Rally Championship: WRC) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2516 ในชื่อ ‘มอนติคาร์โล แรลลี่’ (Monte Carlo Rally) ล่าสุดในปี 2563 การคว้าชัยชนะของ เซบาสเตียน โอกิเยร์ (Sébastien Ogier) ณ สนามแข่งมอนซา (Monza) นับเป็นชัยชนะครั้งที่ 347 ของมิชลินในการแข่งขัน WRC สถิตินี้มาพร้อมตำแหน่งแชมป์ 28 สมัย จากนักแข่ง 12 ราย ทั้งยังครองมงกุฎแชมป์โลกอีก 30 สมัย ร่วมกับบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ 11 ราย
ประวัติอันทรงเกียรติดังกล่าวส่งผลให้ทุกวันนี้มิชลินสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ยางสำหรับการแข่งแรลลี่ซึ่งพัฒนาขึ้นจากประสบการณ์ในการแข่งขัน WRC
มิชลินบนเส้นทางการแข่งขัน WRC
2516
มิชลินประเดิมคว้าชัยในฤดูกาลเปิดปฐมฤกษ์การแข่งแรลลี่ WRC รวม 6 สนาม ด้วยรถแข่ง Alpine A110
2525
มิชลินคว้าชัยชนะในการแข่งขัน WRC ประเภทรถขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นครั้งแรก โดย ฮานนู มิกโคลา (Hannu Mikkola) ขับรถแข่ง Audi Quattro ลงสนามคว้าชัยในรายการ 1000 Lakes Rally
2530
มิชลินคว้าชัยชนะด้วยรถยนต์ประเภท Group A ที่กำหนดขึ้นใหม่เป็นครั้งแรก โดยการขับขี่ของ ทิโม ซาโลเนน (Timo Salonen) ที่ใช้รถ Mazda 323 ลงแข่งในสวีเดน
พร้อมเปิดตัวเทคโนโลยี ATS ซึ่งช่วยให้ยางที่แตกรั่วซึมสามารถขับขี่ต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง
2534
รถแข่ง Lancia Delta Integrale ที่ขับขี่โดย ดีดีเยร์ โอรียอล (Didier Auriol) ทำคะแนนคว้าแชมป์โลกเป็นครั้งที่ 100 ในประเภทผู้ผลิต ณ เมืองซานเรโม (Sanremo) ประเทศอิตาลี
2540
มิชลินคว้าชัยชนะในการแข่งขันประเภทใหม่ World Rally Car เป็นครั้งแรก ด้วยรถ Ford Escort Cosworth WRC โดยฝีมือการขับขี่ของ คาร์ลอส ไซนซ์ (Carlos Sainz) ในการแข่งขันรายการ Acropolis Rally
2546
มิชลินคว้าชัยชนะครั้งที่ 200 ในการแข่งขัน WRC ณ ประเทศฟินแลนด์ ด้วยรถแข่ง Ford Focus RS WRC ที่ขับขี่โดย มาร์กโก มาร์ติน (Markko Märtin)
2547
เซบาสเตียน เลิบ (Sébastien Loeb) ครองตำแหน่งแชมป์โลกเป็นครั้งแรกด้วยรถแข่ง Citroën Xsara WRC ที่ใช้ยางมิชลิน
2556
เซบาสเตียน โอกิเยร์ (Sébastien Ogier) คว้าชัยชนะและครองแชมป์ในการแข่งขัน WRC เป็นครั้งแรก ด้วยรถแข่ง Volkswagen Polo R WRC ที่ใช้ยางมิชลิน
2559
มิชลินคว้าชัยชนะครั้งที่ 300 ในการแข่งขัน WRC ที่ประเทศสเปน ด้วยฝีมือของ เซบาสเตียน โอกิเยร์ (Sébastien Ogier) จากทีม Volkswagen
2563
เซบาสเตียน โอกิเยร์ (Sébastien Ogier) ครองตำแหน่งแชมป์เป็นสมัยที่ 7 ก่อนที่มิชลินจะไม่ได้ให้การสนับสนุนยางล้อแก่ผู้ผลิตยานยนต์สัญชาติญี่ปุ่นอย่างโตโยต้าและรถแข่ง Yaris WRC ในการแข่งขันรายการนี้
FIA FORMULA E WORLD CHAMPIONSHIP: คว้าชัย 84 สนาม ระหว่างปี 2557-2565
มิชลินครองแชมป์ 7 สมัย และคว้าชัยในการแข่งขัน ePrix 84 ครั้ง ในฐานะพันธมิตรผู้ก่อตั้งการแข่งขันและผู้สนับสนุนยางล้อแต่เพียงรายเดียวระหว่างปี 2557-2565
สตอฟเฟล แวนดอร์น (Stoffel Vandoorne) คว้าตำแหน่งแชมป์โลกในฤดูกาลที่ 7 (ปี 2564) ร่วมกับมิชลิน
จนถึงปัจจุบันมีนักแข่งรถ 7 ราย [ เนลสัน ปิเกต์ จูเนียร์ (Nelson Piquet Jr.), เซบาสเตียน บูเอมี (Sébastien Buemi), ลูคัส ดิ กราสซิ (Lucas Di Grassi), ฌ็อง-เอริก แวร์จน์ (Jean-Éric Vergne), อันโตนิโอ เฟลิกซ์ ดา คอสตา (António Félix Da Costa), นิก เดอ ฟรีส์ (Nyck De Vries) และ สตอฟเฟล แวนดอร์น (Stoffel Vandoorne) ] และผู้ผลิตยานยนต์ 4 ราย [ เรโนลต์ (Renault), อาวดี้ (Audi), ดีเอส (DS) และ เมอร์เซเดส (Mercedes) ] คว้ามงกุฎแชมป์โลกจากการแข่งรถระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าประเภทที่นั่งเดี่ยว Formula E โดยใช้ยางมิชลิน
ข้อมูลเกี่ยวกับนักแข่งรถและผู้ผลิตยานยนต์ที่คว้าชัยในการแข่งรถรายการ FIA Formula E ด้วยยางมิชลิน
คว้าชัยชนะ 16 สนาม และตำแหน่งแชมป์ 2 สมัย กับทีม DS Techeetah Formula E ระหว่างปี 2559-2565
คว้าชัยชนะ 14 สนาม ด้วยรถแข่ง Audi e-tron FE ระหว่างปี 2557-2564
คว้าชัยชนะ 7 สนาม ด้วยรถแข่ง Mercedes EQ-Silver Arrow 02
คว้าชัยชนะ 7 สนาม ด้วยรถแข่ง BMW iFE 2.1
คว้าชัยชนะ 1 สนาม กับทีม Porsche ในปี 2565
ขึ้นโพเดียม 21 ครั้ง กับทีม Jaguar ระหว่างปี 2559-2565 โดยมิชลินเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของการแข่งรถไฟฟ้ารายการ Jaguar I-Pace eTrophy ระหว่างปี 2561-2563
คว้าชัยชนะ 8 สนาม กับนักแข่งต่อไปนี้
เนลซินโญ่ ปิเกต์ (Nelsinho Piquet) จากทีม NEXTEV TCR ฤดูกาลปี 2557-2558
เซบาสเตียน บูเอมี (Sébastien Buemi) จากทีม Renault-e.dams ฤดูกาลปี 2558-2559
ลูคัส ดิ กราสซิ (Lucas Di Grassi) จากทีม Audi Sport Abt Schaeffler ฤดูกาลปี 2559-2560
ฌ็อง-เอริก แวร์จน์ (Jean-Éric Vergne) จากทีม Techeetah ฤดูกาลปี 2560-2561 และปี 2561-2562
อันโตนิโอ เฟลิกซ์ ดา คอสตา (António Félix Da Costa) จากทีม DS Techeetah ฤดูกาลปี 2562-2563
นิก เดอ ฟรีส์ (Nyck De Vries) จากทีม Mercedes-Benz EQ Formula E ฤดูกาลปี 2563-2564
สตอฟเฟล แวนดอร์น (Stoffel Vandoorne) จากทีม Mercedes-Benz EQ Formula E ฤดูกาลปี 2564-2565
ชัยชนะในการแข่งขันรายการอื่นๆ
IMSA
ตั้งแต่ปี 2562 มิชลินคว้าชัยในการประลองความเร็วระดับกลุ่มประเภท (Class Win) 69 สนาม, แชมป์ประเภทนักแข่ง (Pilot Title) 6 รางวัล รวมถึงรางวัลประเภททีมและผู้ผลิตยานยนต์ ในการแข่งรถรายการ International Motor Sport Association (IMSA)
คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการร่วมพันธมิตรระหว่างมิชลินและ IMSA
DAKAR RALLY
ในการแข่งรถรายการ Dakar Rally ระหว่างปี 2524-2568 มิชลินคว้าชัยชนะ 40 ครั้ง ซึ่ง 21 ครั้งในจำนวนนี้เป็นชัยชนะที่ได้มาจากยางบีเอฟกู๊ดริช
ในการแข่งรถจักรยานยนต์รายการ Dakar Rally ระหว่างปี 2526-2568 มิชลินคว้าชัยชนะรวม 39 ครั้ง
ในการแข่งรถบรรทุกรายการ Dakar Rally ระหว่างปี 2524-2562 มิชลินคว้าชัยชนะรวม 33 ครั้ง
FIM TRIAL WORLD CHAMPIONSHIP
คว้าตำแหน่งแชมป์โลกไทรอัลประเภทกลางแจ้ง 43 สมัย ระหว่างปี 2524-2567
คว้าตำแหน่งแชมป์โลกไทรอัลประเภทในร่ม 24 สมัย ระหว่างปี 2545-2567
คว้าตำแหน่งแชมป์โลก (ทั้งประเภทกลางแจ้งและในร่ม) 36 สมัย จาก โทนี บู (Toni Bou) ซูเปอร์สตาร์แห่งวงการแข่งรถจักรยานยนต์ซึ่งลงสนามแข่งด้วยยางมิชลิน
PORSCHE MOTORSPORT
มิชลินเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของการแข่งรถทางเรียบรายการ Porsche Mobil 1 Supercup โดยมีส่วนร่วมในการแข่งขัน Porsche Carrera Cup ซึ่งจัดขึ้นทั่วโลก ได้แก่
เอเชีย
ออสเตรเลีย
เบเนลักซ์
บราซิล
เยอรมนี
ฝรั่งเศส
อังกฤษ
อิตาลี
ญี่ปุ่น
ตะวันออกกลาง
สแกนดิเนเวีย
ทั้งนี้ มิชลินได้พัฒนายาง N2/N2R และ N3/N3R ขึ้นเป็นพิเศษร่วมกับผู้ผลิตรถสปอร์ตของปอร์เช่เพื่อรีดสมรรถนะสูงสุดบนสนามแข่ง
ASIAN LE MANS SERIES (ALMS)+B17
มิชลินเป็นผู้สนับสนุนยางเพียงรายเดียวของ Asian Le Mans Series มาตั้งแต่การแข่งรถรายการนี้เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 โดยเป็นยางสำหรับติดตั้งให้กับรถแข่งทุกกลุ่มประเภทและคว้าชัยชนะ 52 สนาม
CHINA TOURING CAR CHAMPIONSHIP (CTTC)
มิชลินเป็นผู้สนับสนุนยางเพียงรายเดียวให้กับการแข่งรถทัวริ่งชิงแชมป์ประเทศจีน China Touring Car Championship มาตั้งแต่ปี 2562 โดยชัยชนะทุกสนามของการแข่งขันรายการนี้ล้วนเกิดขึ้นจากการใช้ยางมิชลิน
วางใจในยางมิชลินได้เต็มร้อย...ไม่ว่าจะบนสนามแข่งหรือถนนทั่วไป
กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางมิชลินสำหรับมอเตอร์สปอร์ต
ยางสำหรับสนามแข่ง การแข่งแรลลี่ การขับวิบากไต่เขา การแข่งรถคลาสสิก การขับออฟโรด และการแข่งรถจักรยานยนต์
คุณกำลังจะเริ่มทำการค้นหาใหม่
รายการทั้งหมดจะถูกลบ
ติดตามข่าวล่าสุด เกี่ยวกับมิชลินในแวดวงมอเตอร์สปอร์ต
กีฬามอเตอร์สปอร์ต เป็นตัวเร่งให้เกิดนวัตกรรมที่ยั่งยืน
ยางมิชลินได้รับความไว้วางใจจากนักกีฬามอเตอร์สปอร์ตที่มีความมุ่งมั่นสูง ทั้งในการแข่งขันชิงแชมป์โลกรายการสำคัญๆ ซึ่งจัดขึ้นโดยสหพันธ์จักรยานยนต์นานาชาติ (FIM) และสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA), การแข่งขันระยะยาวแบบมาราธอน ‘เอ็นดูรานซ์ เรซซิ่ง’ (Endurance Racing) ซึ่งรวมถึงการแข่งรถรายการ ‘เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง’ (24 Hours of Le Mans), การแข่งรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก ‘โมโตจีพี’ (MotoGP) และการแข่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าชิงแชมป์โลก ‘โมโตอี’ (MotoE)
เชื่อมั่นในนวัตกรรมจากมิชลิน เพื่ออีกระดับของชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง
บุกเบิกเส้นทางสู่อนาคต ของการสัญจรด้วยพลังงานไฟฟ้า
มิชลินมีบทบาทโดดเด่นด้านการสัญจรด้วยพลังงานไฟฟ้า ทีมวิศวกรของเราทำงานใกล้ชิดกับผู้ผลิตรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถจักรยาน เพื่อออกแบบยางที่ให้สมรรถนะตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า
ข้อความสงวนสิทธิ์ทางกฎหมาย
(1) ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา มิชลินคว้าชัยชนะมากกว่า 730 ครั้งในการแข่งรถชิงแชมป์โลกรายการสำคัญๆ ซึ่งได้รับการรับรองจากสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA) [ได้แก่ Formula 1, World Endurance Championship (WEC), Sportscar World Championship, Grand Touring (GT), World Rally Championship (WRC) และ Formula E] ทั้งยังคว้าชัยชนะมากกว่า 830 ครั้งในการแข่งรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกรายการสำคัญๆ ซึ่งได้รับการรับรองจากสหพันธ์จักรยานยนต์นานาชาติ (FIM) [ได้แก่ MotoGP™, Superbike, Endurance World Championship (EWC) และ Rally-Raid]
(2) สหพันธ์จักรยานยนต์นานาชาติ (International Motorcycling Federation: FIM) เป็นสมาคมอิสระที่ทำหน้าที่กำกับดูแลการแข่งขันจักรยานยนต์ในระดับโลก ประกอบด้วยผู้แทนจาก 111 ชาติ (National Federation) ทั่วโลก
สมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (International Automobile Federation: FIA) เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีสมาชิก 240 ราย ใน 144 ประเทศทั่วโลก ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2447 โดยเป็นที่รู้จักในฐานะองค์กรที่บริหารจัดการการแข่งรถรายการสำคัญๆ ของโลก ทั้งนี้ ขอบเขตงานของสมาพันธ์ฯ ยังครอบคลุมถึงเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์, ท้องถนน, การสัญจร, สิ่งแวดล้อม, ความปลอดภัยทางถนน ฯลฯ อีกด้วย