คิดค้นนวัตกรรมเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ยางยุคใหม่
มิชลินปฏิบัติตามกฎบัตรการออกแบบเชิงนิเวศ (Eco-Design Charter) ด้วยการประเมินผลกระทบที่ผลิตภัณฑ์ยางจากมิชลินมีต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์(2) เพื่อลดผลกระทบโดยรวม ทั้งยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะที่ดีหรือยกระดับสมรรถนะให้ดีขึ้นกว่าเดิม
ลดขยะด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์ยางให้มีสมรรถนะดีเยี่ยมยาวนาน
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ...ไม่ต้องเปลี่ยนยางบ่อย วิ่งได้ไกลกว่าด้วยยางชุดเดียว เพราะเรามุ่งมั่นนำเสนอประสบการณ์ขับขี่ที่ปลอดภัยและดีเยี่ยมยาวนาน…ตั้งแต่วันแรกที่ใช้จนถึงวันเปลี่ยนยางรอบถัดไป ด้วยยางที่ได้รับการออกแบบให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจจนกระทั่งยางสึกถึงระดับต่ำสุดที่กฎหมายกำหนด(3).
ลดการสิ้นเปลืองพลังงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
นับตั้งแต่วางจำหน่ายยาง ‘มิชลิน เอนเนอจีย์ เซฟเวอร์’ (MICHELIN ENERGY SAVER) เมื่อปี 2535 มิชลินได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ซึ่งมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานดีขึ้นอย่างต่อเนื่องรวม 6 รุ่น โดยในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา มิชลินสามารถลดแรงต้านทานการหมุนของยางล้อลงได้ถึงครึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางชั้นนำสำหรับรถยนต์นั่ง(4)
ลงทุนในการรีไซเคิลเพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นยางล้อ
นวัตกรรมด้านวัสดุจากชีวมวล (Bio-Sourced Materials) และวัสดุที่ได้จากการคืนสภาพ (Regenerated Materials) จะช่วยให้มิชลินสามารถเปลี่ยนขยะในชีวิตประจำวัน(7) ให้เป็นวัสดุในการผลิตยางล้อเส้นใหม่ โดยภายในปี 2573 มิชลินตั้งเป้าที่จะใช้วัสดุรีไซเคิลปริมาณสูงถึง 13.5 ล้านตันในการผลิตยางล้อ(8)
มิชลิน อี.ไพรมาซี่: ยางเพื่อสิ่งแวดล้อมรุ่นแรกของมิชลิน
‘มิชลิน อี.ไพรมาซี่’ (MICHELIN e.Primacy) เป็นยางมิชลินรุ่นแรกที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมบนฐานของการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment) ทั้งยังเป็นยางรุ่นแรกในตลาดที่ติดฉลากมาตรฐานสิ่งแวดล้อม (Environmental Product Declaration: EPD) ซึ่งระบุข้อมูลผลกระทบของผลิตภัณฑ์ต่อสิ่งแวดล้อมตลอดอายุใช้งาน
หากต้องการดูวีดีโอนี้ คุณจะต้องยอมรับโมดุลคุกกี้บางส่วนจาก YouTube เพียงคลิกปุ่มด้านล่างเพื่อเปิดใช้งานโมดุลคุกกี้
กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ซึ่งผลิตจากวัสดุที่ยั่งยืน 45%(7)
เมื่อเดือนตุลาคม 2565 มิชลินได้นำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ซึ่งใช้วัสดุที่ยั่งยืนในการผลิตถึง 45% และผ่านการอนุมัติให้ใช้งานบนถนนทั่วไปได้ ผลิตภัณฑ์ยางกลุ่มนี้มีสมรรถนะระดับเดียวกับผลิตภัณฑ์ยางที่วางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน(8) ตอกย้ำให้เห็นว่ามิชลินกำลังก้าวอย่างมั่นคงไปสู่เป้าหมายระยะกลางที่จะใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุจากชีวมวล(9) ในการผลิตยางล้อทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ให้ได้ 40% ภายในปี 2573 และเป้าหมายสูงสุด 100% ภายในปี 2593
ต้นแบบยาง ‘มิชลิน อัพทิส’
ต้นแบบยาง ‘มิชลิน อัพทิส’ (MICHELIN UPTIS)(10) เป็นโซลูชั่นชุดยางล้อ (ยาง+กระทะล้อ) ไร้ลมชนิดสำเร็จรูปสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล โดยช่วยลดความเสี่ยงต่ออันตรายอันอาจเกิดจากยางแบนหรือยางแตกเพราะโดนของมีคมทิ่มตำหรือเพราะสภาพท้องถนนก่อให้เกิดความเสียหาย ทั้งยังช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้วย
VISION: วิสัยทัศน์ในการพัฒนายางที่ผลิตจากวัสดุยั่งยืน 100%
VISION คือแนวคิดของมิชลินเกี่ยวกับยางไร้ลมที่มาพร้อมกระทะล้อในชุดเดียว มิชลินประกาศแนวคิดนี้เมื่อปี 2560 โดยระบุรายละเอียดที่มุ่งเน้นการผลิตยางล้อด้วยวัสดุจากชีวมวล มีการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย และใช้ดอกยางที่สามารถหล่อดอกขึ้นใหม่ได้ ตอกย้ำให้เห็นทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางอย่างยั่งยืนของมิชลินนับจากนี้จนถึงปี 2593 อย่างชัดเจน รวมถึงแนวทางดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายในการผลิตยางล้อจากวัสดุรีไซเคิลและวัสดุจากชีวมวล 100% ให้ได้ภายในปี 2593
หากต้องการดูวีดีโอนี้ คุณจะต้องยอมรับโมดุลคุกกี้บางส่วนจาก YouTube เพียงคลิกปุ่มด้านล่างเพื่อเปิดใช้งานโมดุลคุกกี้
ในปี 2593 ผลิตภัณฑ์ยางจากมิชลินจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน 100%
ปัจจุบัน ยางมิชลินมีความไฮเทคสูงขึ้นมากด้วยส่วนประกอบหลากหลายมากกว่า 200 ชนิดในสัดส่วนที่เหมาะสมและทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อมอบสมรรถนะที่สมดุลลงตัว...ทั้งในด้านความปลอดภัย ความสบาย และการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ มิชลินมุ่งมั่นดำเนินงานโดยมีเป้าหมายในอนาคตที่จะผลิตยางจากส่วนประกอบที่ยั่งยืนให้ได้ 100%
เร่งขับเคลื่อนการพัฒนาโซลูชั่นที่ยั่งยืนผ่านกีฬามอเตอร์สปอร์ต
ยางที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลและวัสดุจากชีวมวลมากกว่า 50%
มิชลินได้พัฒนายางรถแข่งที่ผลิตจากวัตถุดิบรีไซเคิลและวัตถุดิบจากชีวมวล 53% โดยติดตั้งใช้งานกับรถยนต์ต้นแบบ GreenGT H24 ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับการแข่งขันระยะยาวแบบมาราธอน ‘เอ็นดูรานซ์ เรซซิ่ง’ (Endurance Racing) และรถยนต์ Porsche GT4 ePerformance ยางสมรรถนะสูงมากรุ่นนี้แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (Disruptive Technologies) ที่นำมาใช้ส่งผลให้ยางมีสมรรถนะที่ดีแม้เมื่อใช้งานในสภาวะการแข่งขันที่หนักหน่วงก็ตาม
พัฒนานวัตกรรมและโซลูชั่นที่ยั่งยืนในธุรกิจอื่นนอกเหนือจากยาง
ต่อไปนี้คือตัวอย่างของนวัตกรรมที่ยั่งยืนดังกล่าวจากมิชลิน...
ผลักดันให้การสัญจรด้วยพลังงานไฮโดรเจนเกิดขึ้นจริง
มิชลินมีบทบาทขับเคลื่อนพลังงานไฮโดรเจนตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เพราะมั่นใจว่าการสัญจรด้วยพลังงานไฮโดรเจนจะเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการสัญจรพลังงานสะอาด (Clean Mobility) โดยมีส่วนส่งเสริมการทำงานของแบตเตอรี่ไฟฟ้า
ส่งเสริมการประกอบอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ มุ่งมั่นสนับสนุนการประกอบอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รางวัล “ดาวมิชลินรักษ์โลก” (MICHELIN Green Star) ซึ่งริเริ่มขึ้นในปี 2563 เป็นรางวัลที่มอบให้แก่เชฟผู้มีความโดดเด่นในการประกอบอาหารด้วยความรับผิดชอบ และมีส่วนส่งเสริมให้ลูกค้าดำเนินวิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนมากขึ้น
ลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเกิดจากการขนส่งทางทะเล
ภายใต้โครงการ Wing Sail Mobility (WISAMO) หรือการสัญจรที่ขับเคลื่อนด้วยใบเรือ ได้มีการคิดค้นพัฒนาระบบใบเรือที่ยืดหดได้และพองลมอัตโนมัติ ซึ่งสามารถนำไปติดตั้งได้กับทั้งเรือบรรทุกสินค้าและเรือสำราญ การออกแบบที่ปฏิวัติวงการเช่นนี้ไม่เพียงช่วยลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของเรือ แต่ยังช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย
อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
ในปี 2547 กลุ่มมิชลินได้จัดสร้างพื้นที่สงวนทางนิเวศ หรือ Michelin Ecological Reserve ขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ใช้ชื่อว่า Ouro Verde Bahia โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้ทดสอบโมเดลการผลิตยางธรรมชาติ, กระตุ้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
สมัครสมาชิก จดหมายข่าวจากมิชลิน
เชื่อมั่นในนวัตกรรมการเคลื่อนที่ เพื่อชีวิตที่ดียิ่งขึ้นจากมิชลิน
บุกเบิกเส้นทางสู่อนาคต ของการสัญจรด้วยพลังงานไฟฟ้า
มิชลินมีบทบาทโดดเด่นด้านการสัญจรด้วยพลังงานไฟฟ้า ทีมวิศวกรของเราทำงานใกล้ชิดกับผู้ผลิตรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถจักรยาน เพื่อออกแบบยางที่ให้สมรรถนะตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า
การพัฒนาอย่างยั่งยืน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ความรับผิดชอบต่อสังคมของกลุ่มมิชลินสะท้อนให้เห็นในกลยุทธ์ด้านการสัญจรและการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร ซึ่งมุ่งขับเคลื่อนให้มิชลินเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง มีความรับผิดชอบ และมีศักยภาพทางนวัตกรรมสูงสุดในโลก...ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และการจัดการทางสังคม
ข้อความสงวนสิทธิ์ทางกฎหมาย
(1) คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.michelin.com/en/sustainable-development-mobility/working-towards-sustainable-mobility/
(2) ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการใช้งานและการรีไซเคิล
(3) “จนถึงวันเปลี่ยนยางรอบถัดไป” ในที่นี้หมายถึงจนกระทั่งยางสึกถึงระดับต่ำสุดที่กฎหมายกำหนด (1.6 มิลลิเมตร สำหรับประเทศในทวีปยุโรป) ทั้งนี้ ให้อ้างอิงความสึกของยางระดับต่ำสุดตามที่กฎหมายในแต่ละประเทศกำหนด ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://en.michelin.co.th/why-michelin/trust/performance-made-to-last
ผลิตภัณฑ์ยางรุ่นต่อไปนี้ได้รับการออกแบบให้มีอายุการใช้งานยาวนานสูงและสมรรถนะที่ดีเยี่ยมตลอดอายุใช้งาน: ‘‘มิชลิน อี.ไพรมาซี่’ (MICHELIN e.Primacy), ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 4 เอส’ (MICHELIN Pilot Sport 4S), ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5’ (MICHELIN Pilot Sport 5), ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต อีวี’ (MICHELIN Pilot Sport EV), ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 4 เอสยูวี’ (MICHELIN Pilot Sport 4 SUV)
(4) อ้างอิงการคำนวณภายในองค์กรโดยเปรียบเทียบยาง ‘มิชลิน เอนเนอจีย์’ (แรงต้านทานการหมุนของยางล้อมากกว่า 12 กิโลกรัมต่อตัน) กับยาง ‘มิชลิน อี.ไพรมาซี่’ และยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต อีวี’ (แรงต้านทานการหมุนของยางล้อน้อยกว่า 5 กิโลกรัมต่อตัน)
(5) “ขยะในชีวิตประจำวัน” ได้แก่ ฟางข้าวโพด, ขี้เลื่อย, ภาชนะใส่อาหาร, บรรจุภัณฑ์พลาสติก, ขวดพลาสติก ฯลฯ
(6)ยอดรวมปริมาณวัสดุรีไซเคิลที่กลุ่มมิชลินใช้ในการผลิตยางล้อระหว่างปี 2563-2573 ซึ่งได้จากการคำนวณบนพื้นฐานของเป้าหมายที่จะใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิตยางที่สัดส่วน 40% ภายในปี 2573
(7)สำหรับมิชลิน วัสดุที่ยั่งยืนอาจเป็นวัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุจากชีวมวลซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในช่วงชีวิตของมนุษย์หนึ่งคน โดยไม่เป็นวัสดุที่มาจากภาคอาหาร ทั้งนี้ มิชลินไม่ถือว่าวัสดุธรรมชาติซึ่งไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในช่วงชีวิตของมนุษย์หนึ่งคน (เช่น น้ำมัน) เป็นวัสดุที่ยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ วัสดุบางประเภทแม้จะมีที่มาจากแร่ธรรมชาติ เช่น ซิลิกา จึงไม่ถือเป็น “วัสดุที่ยั่งยืน” ภายใต้คำจำกัดความของมิชลิน
(8)อ้างอิงผลการทดสอบภายในองค์กร โดยเปรียบเทียบกับยาง ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 4’ ขนาด 235/55R19 105W ที่วางจำหน่ายในตลาดปัจจุบัน
(9)วัสดุรีไซเคิลเป็นวัตถุดิบที่เกิดจากกระบวนการรีไซเคิลด้วยการนำขยะอุตสาหกรรมหรือขยะที่บริโภคแล้วกลับมาผ่านกระบวนการให้เป็นผลิตภัณฑ์, วัสดุ หรือสสาร อีกครั้ง ทั้งนี้ไม่รวมถึงการนำพลังงานกลับมาใช้ซ้ำหรือการนำวัสดุกลับมาผ่านกระบวนการเพื่อใช้เป็นพลังงาน (อ้างอิงตามคำจำกัดความภายใต้ข้อกำหนดของสหภาพยุโรปว่าด้วยขยะ)
(10)UPTIS ย่อมาจาก Unique Puncture-Proof Tyre System เป็นชุดยางล้อไร้ลมที่มิชลินพัฒนาขึ้นร่วมกับ Maxion ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์กระทะล้อรูปแบบพิเศษของยาง ‘มิชลิน อัพทิส’