การแข่งรถมาราธอนสุดหฤโหดประเภท Endurance Race ที่ท้าทายความอึดและทรหดอดทนของทั้งคน เครื่องยนต์ และยางล้อ
‘เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง’ (Le Mans 24 Hours) เป็นรายการแข่งรถยนต์ที่ทรงเกียรติและมีชื่อเสียงที่สุดของโลก จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2466 โดยในการแข่งขันรอบปฐมฤกษ์ มิชลินคว้าชัยชนะร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศส Chenard & Walcker ...และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวแห่งความสำเร็จที่ยาวนานของยางมิชลิน การแข่งขันรายการนี้จัดขึ้นโดยชมรมรถยนต์ภาคตะวันตกของฝรั่งเศส (Automobile Club de l’Ouest: ACO) โดยเป็นสนามหนึ่งในการแข่งรถยนต์มาราธอนทางเรียบชิงแชมป์โลกของสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA World Endurance Championship) ทั้งยังเป็นการแข่งขันที่ยาวนานที่สุด จัดบนสนามแข่งที่ยาวที่สุด และใช้ความเร็วสูงสุดในปฏิทินการแข่งขัน (ความยาว: 13.626 กิโลเมตร / ความเร็วเฉลี่ย: 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
หากต้องการดูวีดีโอนี้ คุณจะต้องยอมรับโมดุลคุกกี้บางส่วนจาก YouTube เพียงคลิกปุ่มด้านล่างเพื่อเปิดใช้งานโมดุลคุกกี้
กฏเพียงหนึ่งเดียวของการคว้าแชมป์ คือ วิ่งให้ได้ระยะทางสูงสุดภายใน 24 ชั่วโมง
ในปี 2568 ผู้ชมมากกว่า 332,000 คนร่วมเป็นสักขีพยานในชัยชนะของ Ferrari 499P หมายเลข #83 (ทีม AF Corse) ซึ่งทำระยะทางรวมได้ 5,273 กิโลเมตร ด้วยความเร็วเฉลี่ย 219.3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ปีนี้มีเพียง 2 คัน จากรถไฮเปอร์คาร์ ทั้งหมด 21 คันเท่านั้นที่ไม่สามารถไปถึงเส้นชัยได้ และมีรถถึง 5 คันที่เข้าเส้นชัยอยู่ในรอบเดียวกัน โดยมีเวลาห่างกันเพียง 138 วินาที หลังจากแข่งครบ 387 รอบ ในสนามแข่งความยาว 13.626 กิโลเมตร
แม้จะครองความได้เปรียบเกือบตลอดการแข่งขัน แต่ทีมอิตาลีก็ไม่อาจผ่อนคลายได้เลย เพราะปอร์เช่ยังคงกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถหมายเลข #6 รุ่น 963 ซึ่งสุดท้ายสามารถคว้าอันดับ 2 ไปครองได้ หลังต้องออกสตาร์ตจากท้ายกลุ่มไฮเปอร์คาร์ เนื่องจากถูกปรับเรื่องเทคนิคในรอบควอลิฟาย
ยางมิชลิน ไพลอต สปอร์ต แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะอันโดดเด่นอีกครั้ง ทั้งในด้านการยึดเกาะ ความคงทน และประสิทธิภาพ ที่ช่วยให้ทีมคู่แข่งสามารถใช้ยางเนื้อปานกลาง (medium) ได้ต่อเนื่องถึง 3 ช่วงสตินต์ รวมถึงยางเนื้อนุ่ม (soft) soft ในช่วงเวลากลางคืนที่อุณหภูมิลดลง บางทีมยังเลือกใช้ยางสองแบบผสมกันในบางช่วงด้วย และเนื่องจากการแข่งขันตลอด 24 ชั่วโมงนี้ไม่มีฝนตก ยางสนามเปียก จึงไม่ได้ถูกนำมาใช้เลย
นอกจากนี้ Michelin ยังสร้างสถิติใหม่ของ Hypercar ทั้งในด้านเวลาต่อรอบเร็วที่สุด และระยะทางการแข่งขันที่ยาวที่สุดในยุค Hypercar (5,273 กิโลเมตร) อีกด้วย
ค้นหาความลับเบื้องหลังยางมิชลินที่คว้าชัยในการแข่งขัน ‘เลอ ม็องส์’ ไปกับ อัลลัน แม็คนิช (Allan McNish)
อัลลัน แม็คนิช (Allan McNish) แชมป์ ‘เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง’ (Le Mans 24 Hours) 3 สมัย (ปี 2541, 2551 และ 2556) จะพาคุณไปสัมผัสเรื่องราวเบื้องหลังการผลิตยางมิชลินเพื่อใช้ในการแข่งรถ ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนผลิต, การออกแบบ, การผลิต ไปจนถึงการทดสอบผลิตภัณฑ์ก่อนจะติดตั้งให้กับรถแข่งในรายการแข่งรถระยะยาวแบบมาราธอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก พร้อมค้นพบวิธีการทำงานร่วมกันของวิศวกร ช่างเทคนิค และนักขับรถแข่ง เพื่อให้ได้ยางที่มีสมรรถนะดีที่สุดและคว้าชัยชนะมาได้ รับชมเรื่องราวดังกล่าวได้จากคลิป 5 ตอนต่อไปนี้
เบื้องหลังการทำงานของ ‘มิชลิน มอเตอร์สปอร์ต’
ตอนที่ 1: จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง
เบื้องหลังการทำงานของ ‘มิชลิน มอเตอร์สปอร์ต’
ตอนที่ 2: บุกห้องปฏิบัติการ
เบื้องหลังการทำงานของ ‘มิชลิน มอเตอร์สปอร์ต’
ตอนที่ 3: ลงสนามทดสอบ
เบื้องหลังการทำงานของ ‘มิชลิน มอเตอร์สปอร์ต’
ตอนที่ 4: ประชุมสรุปขั้นสุดท้าย
เบื้องหลังการทำงานของ ‘มิชลิน มอเตอร์สปอร์ต’
ตอนที่ 5: ฉลองชัยชนะ
ผลิตภัณฑ์ยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต’ สำหรับรถแข่งระดับไฮเปอร์คาร์
มิชลินเป็นผู้จัดหายางอย่างเป็นทางการให้กับคลาสไฮเปอร์คาร์ (Hypercar)
ในรายการแข่งขัน FIA World Endurance Championship (WEC) และการแข่งรถ เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง (Le Mans 24 Hours) ก็เป็นหนึ่งในรายการนั้นเช่นกัน
ทีมรถแข่งระดับไฮเปอร์คาร์สามารถเลือกยางสลิคได้ 3 ประเภท (ยางเนื้อนิ่ม, ยางเนื้อแข็งปานกลาง และยางเนื้อแข็ง)
ยางเนื้อนิ่ม: สำหรับใช้งานที่อุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส หรือการแข่งรถในเวลากลางคืน
ยางเนื้อแข็งปานกลาง: สำหรับใช้งานที่อุณหภูมิสูงกว่า 15 องศาเซลเซียส
ยางเนื้อแข็ง: สำหรับใช้งานที่อุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส
ทั้งยังมียางสำหรับพื้นเปียกให้เลือกใช้งานเมื่อต้องขับขี่ในสภาพเปียกชื้นไปจนถึงเปียกมาก
รถไฮเปอร์คาร์ (Hypercars) เป็นคลาสสูงสุดของการแข่งขัน ซึ่งรวมเอารถแข่งต้นแบบที่ทรงพลังที่สุดของวงการไว้ด้วยกัน (กำลังราว 1,000 แรงม้า) คลาสนี้ประกอบด้วยรถ LMH (Le Mans Hypercar) จากค่าย Toyota, Peugeot, Ferrari และ Aston Martin รวมถึงรถ LMDh (Le Mans Daytona Hybrid) จากทีม Porsche, Lamborghini, Cadillac, Alpine และ BMW ที่ร่วมลงสนามแข่งขันด้วย.
นับตั้งแต่การแข่งขัน ‘เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง’ ครบรอบ 100 ปี ยางมิชลินได้นำสัญลักษณ์สี (Coloured Marking) มาใช้บนแก้มยางเพื่อให้สามารถระบุได้รวดเร็วขึ้นว่ารถแข่งที่กำลังวิ่งอยู่ใช้ยางประเภทไหนในเวลานั้น
มิชลินได้รับแต่งตั้งจากสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (International Automobile Federation: FIA) และชมรมรถยนต์ภาคตะวันตกของฝรั่งเศส (Automobile Club de l’Ouest: ACO) ให้เป็นผู้จัดหายางล้ออย่างเป็นทางการเพียงรายเดียวสำหรับรถแข่งต้นแบบระดับไฮเปอร์คาร์
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งรถ เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง (Le Mans 24 Hours) และยางมิชลินที่ใช้ในการแข่งขัน สามารถดูได้ในเอกสาร Race Guide ประจำปี 2568
ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ต่างวางใจเลือกใช้ยางมิชลินในการแข่งขัน ‘เลอ ม็องส์’
มิชลินมีประสบการณ์โดดเด่นในการแข่งขัน ‘เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง’ ด้วยการคว้าแชมป์ 34 ครั้ง ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการคว้าชัยชนะต่อเนื่องถึง 28 ครั้งตั้งแต่ปี 2541 และถือเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีผลงานทัดเทียมกับสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ของการแข่งขันรายการนี้
ดังที่กล่าวไป รถต้นแบบ ไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) ทั้ง 21 คันที่เข้าร่วมการแข่งขันปี 2025 ใช้ยาง MICHELIN Pilot Sport ทั้งหมด โดยปีนี้ Aston Martin ได้เข้าร่วมการแข่งขันเป็นปีแรก ร่วมกับ Toyota ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกของโลกที่เข้าร่วมคลาสนี้ตั้งแต่เริ่มต้น
สำหรับมิชลิน ความท้าทายยังคงเหมือนเดิม คือการมอบยางที่มีสมรรถนะสูงที่สุดให้กับรถแข่งเหล่านี้
นักขับรถแข่งระดับไฮเปอร์คาร์ล้วนเป็นมืออาชีพประสบการณ์สูงและเป็นสุดยอดฝีมือในการแข่งการแข่งขันระยะยาวแบบมาราธอน (Endurance Racing) ทั้งอดีตแชมป์ ‘เลอ ม็องส์’ และอดีตนักขับรถแข่ง ‘ฟอร์มูล่า วัน’ อาทิ เซบาสเตียน บูร์แดส์ (Sébastien Bourdais), เซบาสเตียน บูเอมี (Sébastien Buemi) และแชมป์โลก ‘ฟอร์มูล่า วัน’ ปี 2540 ฌาคส์ วิลล์เนิฟ (Jacques Villeneuve)
สรุปผลการแข่งขัน ‘เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง’: มิชลินคว้าชัยชนะต่อเนื่อง 27 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2541
2025 | Kubica/Ye/Hanson | Ferrari 499P |
2024 | Fuoco / Molina / Nielsen | Ferrari 499P |
2023 | Guidi/Calado/Giovinazzi | Ferrari 499P |
2022 | Buemi/Hartley/Hirakawa | Toyota GR010 Hybrid |
2021 | Conway/Kobayashi/Lopez | Toyota GR010 Hybrid |
2020 | Nakajima/Buemi/Hartley | Toyota TS050 Hybrid |
2019 | Nakajima/Buemi/Alonso | Toyota TS050 Hybrid |
2018 | Buemi/Nakajima/Alonso | Toyota TS050 Hybrid |
2017 | Bernhard/Hartley/Bamber | Porsche 919 Hybrid |
2016 | Jani/Lieb/Dumas | Porsche 919 Hybrid |
2015 | Hulkenberg/Bamber/Tandy | Porsche 919 Hybrid |
2014 | Tréluyer/Fässler/Lotterer | Audi R18 e-tron quattro |
2013 | Kristensen/McNish/Duval | Audi R18 e-tron quattro |
2012 | Tréluyer/Fässler/Lotterer | Audi R18 e-tron quattro |
2011 | Tréluyer/Fässler/Lotterer | Audi R18 TDi |
2010 | Dumas/Bernhard/Rockenfeller | Audi R15 TDi |
2009 | Brabham/Gené/Wurz | Peugeot 908 HDi FAP |
2008 | Capello/Kristensen/McNish | Audi R10 TDi |
2007 | Biela/Pirro/Werner | Audi R10 TDi |
2006 | Biela/Pirro/Werner | Audi R10 TDi |
2005 | Kristensen/Lehto/Werner | Audi R8 |
2004 | Kristensen/Ara/Capello | Audi R8 |
2003 | Kristensen/Capello/Smith | Bentley Speed 8 |
2002 | Biela/Kristensen/Pirro | Audi R8 |
2001 | Biela/Kristensen/Pirro | Audi R8 |
2000 | Biela/Kristensen/Pirro | Audi R8 |
1999 | Winkelhock/Martini/Dalmas | BMW V12 LMR |
1998 | McNish/Aïello/Ortelli | Porsche 911 GT1 |
WE RACE FOR CHANGE
ยางมิชลิน... ยางที่ออกแบบมาเพื่อคว้าชัย
ข้อความสงวนสิทธิ์ทางกฎหมาย
(1) ยางแบบถอดได้เส้นแรก ถูกคิดค้นโดยมิชลินในปี พ.ศ. 2434 ระหว่างการแข่งขัน Paris-Brest-Paris