ค้นหาตัวแทนจำหน่าย

We Race For Change

กีฬามอเตอร์สปอร์ตเป็นตัวเร่งให้เกิดนวัตกรรมที่ยั่งยืน

กีฬามอเตอร์สปอร์ตเป็นตัวเร่งให้เกิดนวัตกรรมที่ยั่งยืน

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เราภูมิใจที่ยางรถแข่งของมิชลินได้แสดงสมรรถนะสู่สายตาทั่วโลก แต่ปัจจุบันวงการมอเตอร์สปอร์ตได้เข้าสู่จุดเปลี่ยน ความท้าทายยิ่งใหญ่ที่เราเผชิญคือการพัฒนายางให้มีความยั่งยืนทุกด้านเพื่อตอบรับความต้องการของตลาดในวงกว้าง โดยการออกแบบและผลิตยางต้องก่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดต่อทรัพยากรโลกและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพยางซึ่งสร้างชื่อเสียงและความสำเร็จให้กับแบรนด์มิชลิน

michelin

เหตุผลที่มิชลินลงสนามแข่ง

การแข่งรถมีบทบาทมากขึ้นในฐานะตัวเร่งให้เกิดนวัตกรรมทางเทคโนโลยี การขับขี่แบบหนักหน่วงที่เกิดขึ้นในกีฬามอเตอร์สปอร์ตทำให้มิชลินมีโอกาสคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เก็บข้อมูลเชิงสถิติ เรียนรู้ คิดวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ และเร่งพัฒนาโซลูชันที่ยั่งยืนซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

มิชลินลงสนามแข่งเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่การสัญจรที่ยั่งยืน

  • เราเข้าร่วมการแข่งรถเพื่อมอบสมรรถนะที่ดีเยี่ยมยาวนานตลอดการแข่งขัน...ตั้งแต่จุดสตาร์ทจนถึงเส้นชัย...ให้กับพันธมิตรของเรา

    ทั้งนี้ มิชลินมุ่งมั่นมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ให้ความปลอดภัยยาวนานเหนือกว่า...ตั้งแต่วันแรกที่ใช้จนถึงวันเปลี่ยนยางรอบถัดไป...ด้วยผลิตภัณฑ์ยางที่สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจจนกระทั่งยางสึกถึงระดับต่ำสุดที่กฎหมายกำหนด(1)

  • เราลงสนามแข่งเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ

    ผลิตภัณฑ์ยางจากมิชลินผลิตด้วยวัสดุรีไซเคิลและวัสดุจากชีวมวลในสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ(2) วัสดุขั้นสูงที่เราพัฒนาขึ้นจากการลงสนามแข่งกีฬามอเตอร์สปอร์ตจะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการผลิตยางมิชลินทุกรุ่นตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป

  • มิชลินลงสนามแข่งเพื่อค้นหาโซลูชั่น พัฒนาแบบจำลอง เรียนรู้วิทยาการข้อมูล และพัฒนาศักยภาพของตนเองให้ดีกว่าเดิม

    เรานำวิศวกรรมการจำลองแบบ (Simulation Engineering) มาใช้ในกีฬามอเตอร์สปอร์ตและอยู่ระหว่างขยายผลต่อยอดไปสู่การผลิตยาง ซึ่งจะส่งผลให้ประหยัดทรัพยากรและลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้อย่างมาก

พบกับบทสัมภาษณ์ทีมงานมิชลินเกี่ยวกับแนวคิด We Race For Change

  • ดีแลน (Dylan) วิศวกรด้านสมรรถนะยางรถยนต์

  • ฟิลิปป์ (Philippe) ช่างเทคนิคยางรถยนต์

  • สเตฟานี (Stéphanie) นักเคมี

michelin

เลอ ม็องส์: การแข่งขันที่มิชลินเข้าร่วมเพื่อพัฒนานวัตกรรมมานานกว่าศตวรรษ

การแข่งรถรายการ ‘เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง’ ซึ่งจัดขึ้นบนถนนสาธารณะที่ปกติเปิดให้ใช้งานทุกวัน ส่งผลให้ยางมิชลินต้องเผชิญกับข้อจำกัดมากเป็นพิเศษ ตั้งแต่สภาพพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบสม่ำเสมอ...ไปจนถึงสภาพอากาศและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน โดยยางไม่เพียงต้องให้สมรรถนะที่สมบูรณ์แบบและไร้ข้อบกพร่อง แต่ยังต้องให้ความปลอดภัย การยึดเกาะ และความคล่องตัว ตั้งแต่เริ่มแข่งจนถึงเส้นชัย

นวัตกรรมที่พลิกโฉมการสัญจร

  • 2466: ยางแบบถอดได้

    แชมป์แข่งรถรายการ ‘เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง’ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก คือทีมจากค่ายรถ Chenard & Walcker ซึ่งเลือกติดตั้งยางมิชลินกับรถแข่งและจบการแข่งขันด้วยความเร็วเฉลี่ย 57 ไมล์ (ราว 91 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง ทั้งนี้ ยางแบบถอดได้ผสานคุณสมบัติเด่นในเรื่องอายุการใช้งานที่ยาวนาน ความสบาย และความเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน

  • 2494: ยางเรเดียลที่ติดตั้งกับรถแข่ง Lancia B20 GT

    ยาง ‘มิชลิน เอ็กซ์’ (MICHELIN X) จดสิทธิบัตรเมื่อปี 2489 และวางตลาดตั้งแต่ปี 2492 โดดเด่นด้วยโครงยางเรเดียลระดับปฏิวัติวงการซึ่งใช้เข็มขัดรัดหน้ายางแบบโลหะเพื่อความปลอดภัยที่ยาวนาน ความสบาย และการประหยัดเชื้อเพลิง

  • 2510: ยางสลิคที่ติดตั้งกับรถแข่ง Alpine A210

    มิชลินเป็นรายแรกที่ลงสนามแข่งโดยใช้ยางสลิคในรายการแข่งรถ ‘เลอ ม็องส์’ (Le Mans) หน้ายางที่เกลี้ยงเรียบไร้ดอกยางให้การยึดเกาะที่เหนือกว่าในสภาพถนนแห้ง โดยทำเวลาต่อรอบได้ต่ำกว่า 4 นาทีเป็นครั้งแรกในการแข่งขันระดับเดียวกัน

  • 2521: ยางสมรรถนะสูงที่ติดตั้งกับรถแข่ง Renault-Alpine A442B และคว้าแชมป์

    ชัยชนะดังกล่าวตอกย้ำคุณค่าที่เหนือชั้นของเทคโนโลยี ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในการแข่งรถยนต์ทางเรียบ ‘ฟอร์มูลา วัน’ (Formula 1) โดยตอกย้ำให้เห็นถึงความเหนือกว่าของยางเรเดียลและมีส่วนผลักดันให้เทคโนโลยีดังกล่าวกลายเป็นบรรทัดฐานของอุตสาหกรรมยางทั่วโลก

ตั้งแต่ปี 2466: สร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อสมรรถนะที่ดีเยี่ยมยาวนาน

พัฒนาการทางเทคโนโลยี อาทิ ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า, การเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลไปสู่ระบบส่งกำลังแบบไฮบริด, การเปิดตัวระบบดิสก์เบรกและระบบแอโรไดนามิกส์ที่ทันสมัยมากขึ้น ล้วนก่อให้เกิดความท้าทายใหม่ๆ ในการผลิตยาง โดยจำเป็นต้องพัฒนายางให้สามารถรองรับข้อจำกัดที่ครอบคลุมกว้างขึ้น ทั้งเรื่องของกำลังขับ น้ำหนักบรรทุก และแรงบิดที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องให้ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ทั้งนี้ สถิติการคว้าแชมป์รายการแข่งรถ ‘เลอ ม็องส์’ (Le Mans) ของมิชลินสอดคล้องกับพัฒนาการระดับปฏิวัติวงการของการแข่งขันในด้านสมรรถนะ
ในช่วงเวลาเพียง 10 ปีที่ผ่านมา รถแข่งต้นแบบ LMP1 สามารถวิ่งได้ไกลถึง 466 ไมล์ (ราว 750 กิโลเมตร) ด้วยยางชุดเดียวที่ความเร็วเฉลี่ย 149 ไมล์ (ราว 240 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง หรือคิดเป็นระยะทางที่มากกว่าการแข่งขัน ‘ฟอร์มูลา วัน’ (Formula 1) ถึง 2 รายการรวมกัน
  • sustainable msp max
  • clgwbg8ix01m401gxgku58zh3 08062022 02522003 lf38679 full
  • clgwl4rsi00qe01gxl377szcr co009000 full
  • clgwbd52p01gv01gx2iwywdhp co007208 max
  • clgwgwozf05bx01imuqyih3sj 00291323 full
  • clgwljelq00va01gxtvk1hcq8 00271308 full
  • clgwbbnbr01d501gxkzjo7k2y pm 080614 0615 full
  • clgwgrjvm056m01imrv8gyvbp 00058324 hd full
  • clgwbanu401cp01gxwauo6o62 00052765 hd full
  • clh7o7bha04tz01j75qdogpk7 microsoftteams image 3 full
  • clgwfd74n04qr01gx8j3y36mj 00023639 full
  • clgwno59o01q501gx0frabqx5 00052662 hd full
  • clgwb9oxm01an01gxcbo98gm7 00052666 hd full
  • clgwb8uhg01tr01im1szeeh8i 00055853 hd full
  • clgwflkg104e601g7xviyxk30 00056143 hd two thirds
1 15

รายการแข่งรถ ‘เลอ ม็องส์’ ประจำปี 2567: เวทีสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่องของมิชลินเพื่อมุ่งสู่อนาคตทางการสัญจรที่ยั่งยืน

ยางรถแข่ง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต เอ็นดูรานซ์ สลิค แอนด์ เว็ท’ (MICHELIN Pilot Sport Endurance Slicks and Wets) รุ่นล่าสุดที่พัฒนาขึ้นสำหรับรถไฮเปอร์คาร์ต้นแบบสุดล้ำได้รับการออกแบบผ่านการจำลองแบบเสมือนจริงทั้งหมดด้วยเทคโนโลยีซิมูเลเตอร์ ปัจจุบัน กระบวนการดังกล่าวถูกนำมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางสำหรับตลาดทั่วไป ช่วยให้ประหยัดการใช้ทรัพยากรและลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้อย่างมาก

ในปี 2567 มิชลินได้เปิดตัวยางรถแข่งซึ่งใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุหมุนเวียนในสัดส่วนสูงถึง 71% สำหรับติดตั้งเพื่อใช้งานกับรถแข่งต้นแบบพลังงานไฮโดรเจน ‘มิชชั่น เอช24’ (MissionH24) และรถแข่งที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ‘ปอร์เช่ จีที4 อี-เพอร์ฟอร์แมนซ์’ (Porsche GT4 ePerformance) ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากความรู้ความเชี่ยวชาญของมิชลินในด้านการใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุหมุนเวียนเพื่อผลิตยาง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะของยางหรือต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม

Our Partners trust us

ยางมิชลิน...ยางที่คุณวางใจได้ ไม่ว่าจะบนสนามแข่งหรือถนนทั่วไป

เชื่อมั่นในนวัตกรรมการเคลื่อนที่ เพื่อชีวิตที่ดียิ่งขึ้นจากมิชลิน

ผู้ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด …ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภค ผู้ผลิตยานยนต์ นักกีฬามอเตอร์สปอร์ต หรือผู้นำทางความคิดรายสำคัญ… ต่างวางใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ยางจากมิชลิน

มิชลินมีบทบาท ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เราเป็นผู้นำในการส่งเสริมการสัญจรให้มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมลดลง(2) ทั้งยังทุ่มเทพัฒนานวัตกรรมผ่านการลงทุนในธุรกิจยางล้อ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยางล้อ และธุรกิจอื่นนอกเหนือจากยางล้อ

บุกเบิกเส้นทางสู่อนาคต ของการสัญจรด้วยพลังงานไฟฟ้า

มิชลินมีบทบาทโดดเด่นด้านการสัญจรด้วยพลังงานไฟฟ้า ทีมวิศวกรของเราทำงานใกล้ชิดกับผู้ผลิตรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถจักรยาน เพื่อออกแบบยางที่ให้สมรรถนะตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า

ติดตามข่าวล่าสุด เกี่ยวกับมิชลินในแวดวงมอเตอร์สปอร์ต

อย่าพลาดอัพเดทข่าวคราวล่าสุดเกี่ยวกับมิชลินในแวดวงมอเตอร์สปอร์ต

สมัครสมาชิก จดหมายข่าวจากมิชลิน

เพื่อรับทราบข่าวสารเกี่ยวกับข้อเสนอสุดพิเศษ ผลิตภัณฑ์ล่าสุด และคำแนะนำด้านความปลอดภัยทางถนน

ข้อความสงวนสิทธิ์ทางกฎหมาย

(1)“จนถึงวันเปลี่ยนยางรอบถัดไป” ในที่นี้หมายถึงจนกระทั่งยางสึกถึงระดับต่ำสุดที่กฎหมายกำหนด (1.6 มม. สำหรับยางรถยนต์ และ 0.8 มม. สำหรับยางรถจักรยานยนต์) ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.michelin.co.th/performance-made-to-last

คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.michelin.com/en/sustainable-development-mobility/working-towards-sustainable-mobility/