เมนูผลิตยางเพื่อความยั่งยืน 100%

เมนูผลิตยางเพื่อความยั่งยืน 100%

...วิธีทำนั้นหรือมันซับซ้อนกว่าที่คิด

ทีมงาน:

พนักงานกว่า 130,000 คน ใน 170 ประเทศทั่วโลก

บุคลากรกว่า 6,000 คน ซึ่งทำงานวิจัยและพัฒนาตามความเชี่ยวชาญเฉพาะทางรวม 350 สาขา

ส่วนประกอบ:

ส่วนผสมมากกว่า 200 ชนิด

อุปกรณ์:

ศูนย์วิจัยและพัฒนาทั่วโลก 7 แห่ง

โรงงานผลิต 117 แห่ง ใน 26 ประเทศ

สิทธิบัตร 10,000 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมการออกแบบและผลิตยางล้อ

ส่วนประกอบ

ยางมิชลินในปัจจุบันผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยมีส่วนประกอบมากกว่า 200 รายการ ซึ่งทำให้ได้ยางที่มีสมรรถนะที่ดีเยี่ยมในหลายด้าน ทั้งในแง่ความปลอดภัย ความนุ่มสบาย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

วัตถุดิบหลากหลายประเภทถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบ อาทิ ยางธรรมชาติ, ยางสังเคราะห์, โลหะ,
สิ่งทอ, สารเสริมแรง (Reinforcing Agents) เช่น คาร์บอนแบล็ค (Carbon Black) และซิลิกา (Silica),
สารเพิ่มความยืดหยุ่น (Plasticizers) เช่น เรซิน (Resins)  ตลอดจนองค์ประกอบอื่นๆ เช่น ซัลเฟอร์ ซึ่งใช้ในกระบวนการทำให้ยางคงรูปที่เรียกว่า "วัลคาไนเซชั่น" (Vulcanization)

vision durable produits

มิชลินมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ส่วนประกอบของยางทุกชิ้นมีความยั่งยืน ดังนั้น จึงได้ยกระดับความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีขั้นสูงด้านวัสดุไฮเทคและพัฒนาศักยภาพของด้านศูนย์บ่มเพาะเทคโนโลยี

 

ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนความมุ่งมั่นนี้ คือแผนงานของกลุ่มมิชลินที่จะผลิตบิวทาไดอีน (Butadiene) จาก
ชีวมวลประเภทเศษไม้, แกลบ, ซังข้าวโพด ฯลฯ  เพื่อนำมาใช้แทนบิวทาไดอีนที่ได้จากปิโตรเลียม ทั้งนี้ บิวทาไดอีนเป็นส่วนประกอบหลักของยางสังเคราะห์ที่ใช้ผลิตยาง  นอกจากนี้ ยังมีโครงการอื่นๆ
อีกมากมายที่อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อคืนสภาพพลาสติกประเภท PET, รีไซเคิลโพลีสไตรีน (Polystyrene) และนำคาร์บอนแบล็ค (Carbon Black) จากยางใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่

 

มิชลินพยายามใช้วัตถุดิบในการผลิตยางให้น้อยที่สุดแต่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะที่ดีเยี่ยมเช่นเดิม โดยมีเป้าหมายคือ การลดผลกระทบของยางที่มีต่อการใช้ทรัพยากรโลกและเร่งพัฒนาแรงต้านการหมุนของยางเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

 

เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของมิชลินในการผลิตยางที่มีความยั่งยืน 100%  ยางธรรมชาติซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตยาง ถูกผลิตขึ้นด้วยความรับผิดชอบ โดยมิชลินมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมยางมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและเอื้อประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

 

นอกจากการใช้วัตถุดิบในการผลิตที่หลากหลายแล้ว ความเป็นเลิศของยางมิชลินยังอยู่ที่การประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างซับซ้อนและกระบวนการผลิตที่โดดเด่นแตกต่าง

ทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญ

บุคลากรของกลุ่มมิชลินทั่วโลกกว่า 6,000 คน ทั้งวิศวกร นักวิจัย นักเคมี และนักพัฒนา ต่างมุ่งมั่นปฏิบัติงานให้เป็นไปตามเป้าหมายของมิชลินซึ่งต้องการจะผลิตยางที่มีความยั่งยืน 100% ภายในปี 2593

 

นอกจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญพิเศษที่มีแล้ว มิชลินยังตระหนักดีว่าการพัฒนานวัตกรรม
ให้เกิดขึ้นและเป็นไปได้อย่างรวดเร็วนั้นจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือเป็นพิเศษอีกระดับ ด้วยเหตุนี้ กลุ่มมิชลินจึงวางจุดยืนในฐานะ “พลังแห่งความเป็นหนึ่งเดียว” ของพันธมิตรและผู้บุกเบิกด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี โดยมุ่งดึงทีมงานจากหลากหลายสาขามาร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน

vision durable consortium 1600

คลิปวิดีโอนี้อ้างอิงเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบที่เกิดจากการพัฒนาร่วมกับพันธมิตรด้านนวัตกรรมหลายรายเรียงตามลำดับดังนี้

Axens และ IFP Energies Nouvelles (โครงการ BioButterfly)

การผลิตบิวทาไดอีนจากชีวมวล อาทิ เศษไม้ แกลบ และซังข้าวโพด

Pyrowave
 

การผลิตสไตรีนขึ้นใหม่จากขยะโพลีสไตรีน เช่น กล่องโยเกิร์ต กล่องใส่อาหาร บรรจุภัณฑ์พลาสติก ฯลฯ

Carbios

การผลิตสิ่งทอขึ้นใหม่จากขยะพลาสติกประเภท PET เช่น ขวดพลาสติกที่ใช้ใส่น้ำ น้ำผลไม้ น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร และน้ำยาล้างจาน เป็นต้น

Enviro

การผลิตคาร์บอนแบล็คที่ได้จากการรีไซเคิลยางที่สิ้นอายุใช้งานแล้ว

ค้นหายางมิชลินที่เหมาะกับรถคุณ

ในเดือนมีนาคม 2564  มิชลินมีกำหนดเปิดตัว ‘มิชลิน อี.ไพรมาซี่’ (MICHELIN e•primacy)
ยางรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับรถยนต์นั่งที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน ใช้ระบบไฮบริดหรือระบบไฟฟ้า ในตลาดยุโรป โดยเป็นผลิตภัณฑ์ยางเพื่อสิ่งแวดล้อมซึ่งถือเป็นนวัตกรรมสำคัญในอุตสาหกรรมยางล้อ ทั้งยังตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มมิชลินในเรื่องการสัญจรอย่างยั่งยืน

สกอตต์ คลาร์ก (Scott Clark) ผู้อำนวยการทีมบริหารธุรกิจฝ่ายผลิตภัณฑ์ยางสำหรับยานยนต์
มอเตอร์สปอร์ต และประสบการณ์พิเศษ ประจำภาคพื้นอเมริกา ซึ่งรั้งตำแหน่งกรรมการบริหาร
กลุ่มมิชลินด้วย เปิดเผยว่า “เราได้ระดมสรรพกำลังด้านนวัตกรรมเพื่อออกแบบยางที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและพลังงาน รวมทั้งจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  โดยในปี 2573 ยางของมิชลินจะประหยัดพลังงานได้มากขึ้นกว่าเมื่อปี 2553 ถึงร้อยละ 20  นอกจากนี้ เรายังริเริ่มออกแบบยางที่ให้สมรรถนะสูงตลอดอายุใช้งานจนกระทั่งยางสึกถึงสะพานยาง (Wear Indicator) ส่งผลให้ไม่ต้องเปลี่ยนยางบ่อยซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งลูกค้าและสิ่งแวดล้อม

ยางมิชลินอี.ไพรมาซี่ซึ่งออกแบบมาเพื่อสิ่งแวดล้อมรุ่นนี้เป็นยางมิชลินรุ่นแรกที่มีค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ (CO2 Neutral) เมื่อลูกค้า1 ซื้อไปใช้งาน ทั้งยังเป็นยางที่ครองตำแหน่งแชมป์ด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานอีกด้วย

  • สำหรับผู้ขับขี่ยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน ยางรุ่นนี้จะช่วยให้มีอัตราการ

สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำสุดในตลาดยางสำหรับ
เปลี่ยนทดแทนระดับพรีเมียม(2), (3) โดยประหยัดเชื้อเพลิงคิดเป็นมูลค่าราว 80 ยูโร (ประมาณ
2,900 บาท) หรือเทียบเท่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 174 กิโลกรัม ตลอดอายุ
การใช้งาน(4), (5)

  • สำหรับผู้ขับขี่ยานยนต์ไฟฟ้า ยางรุ่นนี้จะช่วยให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 7

จึงขับขี่ได้อย่างมั่นใจในทุกการเดินทาง(3) ให้ความปลอดภัยระดับสูงตั้งแต่กิโลเมตรแรกจนถึงกิโลเมตรสุดท้ายของการใช้งาน  ทั้งยังมีสมรรถนะเป็นเยี่ยม โดยผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการเบรกบนถนนเปียกเพื่อรับใบรับรองมาตรฐานยุโรป European R117(6), (7), (9) แม้ยางจะใช้งานมาแล้วเป็นระยะทาง 30,000 กิโลเมตร

  • อายุการใช้งานยาวนานเหนือกว่าด้วยเทคโนโลยีโครงสร้างยางแบบ MaxTouch(8)

 

ยางมิชลิน อี.ไพรมาซี่ ซึ่งผลิตจากโรงงานของมิชลินในประเทศเยอรมนี สเปน และอิตาลี จะเริ่มจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในตลาดยุโรปตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564 เป็นต้นไป

ส่วนยางรุ่นนี้ที่รองรับการใช้งานกับยานยนต์ไฟฟ้าจะวางจำหน่ายในประเทศจีนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ได้มีการเผยโฉมยางมิชลิน อี.ไพรมาซี่ก่อนวางจำหน่ายจริงในการแพร่ภาพสดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พนักงานสามารถคลิกเพื่อย้อนชมคลิปดังกล่าวได้

คุณกำลังใช้งานเบราว์เซอร์เวอร์ชั่นที่ไม่รองรับการทำงานของเว็บไซด์
คุณกำลังใช้งานเบราว์เซอร์เวอร์ชั่นที่ไม่รองรับการทำงานของเว็บไซด์ซึ่งอาจส่งผลกระทบจากใช้งานในบางส่วน กรุณาเลือกใช้เบราว์เซอร์หรืออัพเกรดเบราว์เซอร์ให้ตรงกับรายการข้างล่างเพื่อประโยชน์สูงสุดในการเยี่ยมชมเว็บไซด์
IE
firefox 66+
chrome 72+
edge 17+
safari 12+
opera 58+