ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ AWD กับ 4WD ต่างกันอย่างไร
หลายคนอาจคิดว่าระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ AWD และ 4WD ที่ติดตั้งมากับบรรดารถกระบะหรือเอสยูวีที่มีอยู่ในท้องตลาดนั้นทำงานคล้ายกัน หรือแตกต่างกันเพียงชื่อที่ใช้เรียกเท่านั้น แต่ความจริงแล้วทั้งสองระบบขับเคลื่อนนี้มีหลายจุดที่แม้แต่คนขับรถมาหลายสิบปีก็ไม่เคยรู้มาก่อน โดยเนื้อหาต่อจากนี้ไปจะช่วยให้คุณเข้าใจระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่มีอยู่ในปัจจุบันได้เคลียร์ยิ่งขึ้น
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ AWD คืออะไร มีใช้งานในรถแบบไหนบ้าง?
มาเริ่มทำความรู้จักกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบตลอดเวลา AWD (All Wheel Drive) ที่นิยมติดตั้งมากับรถเก๋งสปอร์ตสมรรถนะสูง รถตู้ และรถเอสยูวีบางรุ่น ซึ่งเน้นเรื่องของสมรรถนะการขับขี่มากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นระบบขับเคลื่อนที่สามารถส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อหน้าและล้อหลังผ่านทางชุดทรานสเฟอร์แบบ Single Speed เพื่อแยกกำลังระหว่างล้อหน้าและล้อหลังได้ตลอดเวลา
ข้อดีของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ AWD มีดังนี้
เพิ่มการยึดเกาะถนน: ระบบ AWD ให้การยึดเกาะถนนที่ดีกว่ารถที่ขับเคลื่อน 2 ล้อ ทั้งทางแห้ง ทางเปียก และทางหิมะ ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้อย่างมาก
บังคับรถได้ดั่งใจ: ผู้ขับขี่สามารถบังคับควบคุมรถได้มั่นใจกว่า ทั้งทางตรงและทางโค้งเมื่อใช้รถที่มีระบบ AWD
เร่งได้ดี: เนื่องจากระบบขับเคลื่อนแบบ AWD สามารถจัดการกำลังที่จะส่งไปยังล้อหน้าและล้อหลังได้อัตโนมัติ จึงทำให้ถ่ายทอดกำลังสู่พื้นถนนได้เต็มที่โดยไม่มีการลื่นไถล
ประหยัดน้ำมัน: รถที่มาพร้อมระบบ AWD รุ่นใหม่สามารถจัดการเรื่องการถ่ายเทกำลังไปยังล้อหน้าและหลังได้ฉลาดมากขึ้น ทำให้มีความประหยัดใกล้เคียงระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ
มีให้เลือกใช้ในรถหลากหลายขนาด: ระบบ AWD พบเห็นได้ตั้งแต่รถครอสโอเวอร์ขนาดเล็กไปจนถึงเอสยูวีหลากหลายขนาด เหมาะสำหรับคนที่ต้องการขับขี่ได้มั่นใจมากขึ้น และไม่ได้ต้องการรถที่ลุยทางทุรกันดารเหมือนอย่างระบบ Part-Time และ Full-Time 4WD
ข้อเสียของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ AWD มีดังนี้
ลุยได้ไม่เต็มที่: ด้วยความที่ระบบ AWD ออกแบบมาเพื่อเน้นเพิ่มการยึดเกาะและการบังคับควบคุมที่ดีเป็นหลัก ทำให้ความสามารถในการลุยทางดินโคลน ทราย หรือปีนกินทำได้ด้อยกว่ารถกระบะและเอสยูวีที่ติดตั้งระบบ 4WD ทั้ง Part-Time และ Full-Time
มีโอกาสเสียง่ายกว่า: เจ้าของรถที่ใช้รถระบบ AWD ลุยทางขรุขระหรือออฟโรดเป็นประจำ ก็มีโอกาสที่ระบบขับเคลื่อนจะสึกหรอและเสียหายเร็วกว่าปกติ
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ 4WD คืออะไร มีใช้งานในรถแบบไหนบ้าง?
หากคุณต้องการยานพาหนะคู่ใจที่สามารถลุยทางดินโคลน ปีนก้อนหิน หรือเนินทรายได้แบบเต็มสมรรถนะ รถกระบะหรือเอสยูวีที่มากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4WD หรือที่หลายคนเรียกสั้นๆ ว่า รถ 4X4 คือคำตอบที่เหมาะสมที่สุด โดยเราจะมาแยกย่อยให้คุณได้เข้าใจถึงระบบขับเคลื่อน 4WD ที่แบ่งได้อีก 2 ประเภทด้วยกัน
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Part-Time 4WD
เริ่มต้นด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่พบได้มากที่สุดในตลาดอย่างระบบ Part-Time 4WD ที่ส่งกำลังขับเคลื่อนไปยังล้อทั้งสี่เมื่อคุณต้องการ โดยเมื่อคุณสลับจากระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD) ไปใช้งานระบบ 4WD กำลังจากเครื่องยนต์จะถูกส่งสู่ชุดเกียร์ไปยังเพลาหน้าและเพลาหลัง
คุณสามารถเลือกใช้อัตราทดเกียร์ได้สองแบบคือ 4H ที่ใช้อัตราทดเกียร์ปกติ เหมาะกับการขับขี่บนเส้นทางที่ลื่นอย่างถนนเปียก พื้นดินที่ชุ่มไปด้วยน้ำหรือมีทรายด้วยความเร็วระดับหนึ่ง แต่ไม่เกิน 80 กม./ชม. กับ 4L ที่ใช้อัตราทดเกียร์ต่ำ โดยจะส่งกำลังไปยังล้อหน้าและล้อหลังในอัตราที่เท่ากัน ซึ่งเหมาะสำหรับการขับขี่บนเส้นทางที่มีดินโคลน ต้องปีนป่ายก้อนหิน ขับขึ้นลงทางชันที่เต็มไปด้วยอุปสรรค หรือลุยเส้นทางที่มีทรายด้วยความเร็วต่ำไม่เกิน 20 กม./ชม.
ข้อดีของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Part-Time 4WD มีดังนี้
ลุยทางออฟโรดได้ตามต้องการ: ระบบนี้ช่วยให้รถสามารถปีนเขา ลุยโคลน หรือเนินทรายได้แทบไม่แตกต่างจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Full-Time 4WD เพียงเลือกเกียร์หรือโหมดขับเคลื่อนให้เหมาะสมกับเส้นทาง
ประหยัดน้ำมันกว่า: เมื่อคุณขับใช้งานบนถนนปกติไม่ได้เอารถไปลุยป่าที่ไหน ก็สามารถปรับไปใช้ระบบขับเคลื่อนสองล้อ 2WD เพื่อความประหยัดน้ำมันได้ตามต้องการ
ดูแลรักษาง่าย ไม่จุกจิก: Part-Time 4WD ถือเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่มีใช้งานอย่างแพร่หลายมาเป็นเวลานาน ทำให้สามารถดูแลรักษาได้ง่ายและมีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมดูแลให้
ราคาไม่แพง: ปกติแล้วรถที่มีระบบนี้มักมีราคาไม่แพง เหมาะสำหรับคนที่มีงบประมาณไม่มากแต่อยากได้รถ 4X4 เพื่อใช้ในทางทุรกันดารหรือตอบสนองไลฟ์สไตล์ส่วนตัว
ใช้งานง่าย: ชาวออฟโรดส่วนใหญ่คุ้นเคยกับระบบนี้เป็นอย่างดี รวมถึงคนที่เพิ่งเริ่มเข้าวงการรถกระบะหรือเอสยูวี 4X4 แบบ Part-Time ก็ยังเรียนรู้และใช้งานได้ง่ายอีกด้วย
ข้อเสียของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Part-Time 4WD มีดังนี้
เสี่ยงระบบเสียหายหากใช้งานไม่ถูกต้อง: กรณีที่เผลอใช้งานเกียร์ 4H บนถนนปกติที่ไม่ได้มีสภาพลื่นหรือเปียกไปด้วยน้ำ อาจทำให้ระบบขับเคลื่อนสึกหรอเร็วขึ้นและเสี่ยงที่จะพังได้ในอนาคต
บังคับควบคุมรถยาก: การใช้งานเกียร์ 4H บนถนนปกติ จะทำให้การบังคับเลี้ยวเข้าโค้งทำได้ยากกว่าการขับขี่ด้วยระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time 4WD
ถึงเวลามาทำความรู้จักกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time 4WD ที่นิยมใช้ในรถกระบะ 4X4 หรือรถเอสยูวีที่ต้องการประสิทธิภาพในการลุยทางโหดมากขึ้น ระบบนี้สามารถส่งกำลังที่สม่ำเสมอไปยังล้อทั้งสี่ได้ตลอดเวลา โดยกำลังจากเครื่องยนต์จะถูกส่งไปยังเพลาหน้าและเพลาท้ายผ่านชุดเกียร์ทรานสเฟอร์ หรือเฟืองทดรอบล้อหน้า ที่ทำให้บังคับควบคุมหรือเลี้ยวเข้าโค้งได้ตามปกติไม่ต่างจากการขับขี่ด้วยระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ
จุดนี้เองที่ได้ทำให้ระบบ Full-Time 4WD ครองใจสายออฟโรดที่อาศัยอยู่ในชนบทหรือต้องเผชิญกับถนนเปียกๆ ลื่นๆ อยู่เป็นประจำ แถมยังช่วยในเรื่องการถนอมยางรวมถึงชุดระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เมื่อใช้งานบนถนนลาดยางมากกว่าระบบ Part-Time 4WD เนื่องจากผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องสลับการใช้งานจาก 2WD ไปเป็น 4WD ด้วยตัวเองแต่อย่างใด เพราะเป็นระบบที่ขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลานั่นเอง
ข้อดีของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time 4WD มีดังนี้
เพิ่มการยึดเกาะถนน: ระบบ Full-Time 4WD จะช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะบนถนนปกติไม่ว่าจะเป็นลาดยางหรือคอนกรีตที่มีความเปียกลื่นจากน้ำ หรือทางหินกรวดหรือดินที่มีความขรุขระ และยังทำให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
ใช้งานสะดวก: ระบบนี้ทำงานโดยอัตโนมัติตลอดเวลา ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องเปลี่ยนโหมดการขับเคลื่อนไปมาระหว่าง 2H กับ 4H แต่อย่างใด
ทนทานกว่า: ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อนี้มีความทนทานกว่าระบบขับเคลื่อน Part-Time 4WD เพราะถูกออกแบบมารองรับการใช้งานที่มีความทรหดและต้องการประสิทธิภาพมากกว่า
ข้อเสียของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time 4WD มีดังนี้
กินน้ำมันเยอะ: ด้วยความที่ระบบนี้ส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่อยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่าระบบขับเคลื่อนสองล้อหรือระบบ Part-Time 4WD ที่สามารถปรับไปขับขี่แบบ 2WD แบบ 100% ได้
เร่งได้ช้า: รถที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Full-Time มักจะมีอัตราเร่งที่ด้อยกว่าเมื่อเทียบกับรถที่มาพร้อมระบบ Part-Time 4WD ที่มีพิกัดเครื่องยนต์ แรงม้า แรงบิด หรือน้ำหนักตัวรถใกล้เคียงกัน
ราคาแพง: ส่วนใหญ่แล้วรถที่ให้ระบบ Full-Time 4WD มักมีราคาแพงกว่า เพราะเป็นรถกระบะหรือเอสยูวี 4X4 สมรรถนะสูงที่ต้องการลุยโหดๆ ได้มากกว่าปกติ



