ค้นหาตัวแทนจำหน่าย

วิธีเติมลมยางรถยนต์ รถเก๋ง รถกระบะเติมอย่างไรให้ปลอดภัยและประหยัดน้ำมัน

ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หัดขับหรือรุ่นเก๋าบนท้องถนน หลายคนอาจละเลยสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าลมยางอย่างน่าไม่รู้ตัว บางคนใช้วิธีเดินไปเตะยางเบาๆ หรือแค่ก้มมองด้วยตาเปล่าแล้วคิดเอาเองว่ายางยังกลมดีอยู่ คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ในความเป็นจริงวิธีเติมลมยางรถยนต์อย่างถูกต้องคือหัวใจสำคัญอันดับต้นๆ ที่ช่วยรับรองความปลอดภัยของตัวคุณและผู้โดยสารทุกคนตลอดการเดินทาง ลมยางที่ขาดหรือเกินเพียงเล็กน้อยส่งผลต่อการควบคุมรถอย่างมหาศาล อีกทั้งยังเป็นตัวการเงียบที่คอยกัดกินเนื้อยางให้เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร และทำให้รถกินน้ำมันจุขึ้นจนเงินในกระเป๋าของคุณต้องรั่วไหลไปกับค่าน้ำมันโดยใช่เหตุ

บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกทุกเรื่องราวเกี่ยวกับลมยางที่คนรักรถห้ามมองข้าม คุณจะได้เรียนรู้วิธีการตรวจสอบอย่างถูกต้อง เทคนิคการเติมลมยางให้เหมาะสมกับสเปกของรถแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นการ เติมลมรถเก๋งเพื่อเน้นความนุ่มสบายนั่งชิล หรือการเติมลมรถกระบะสำหรับสายบรรทุกหนักขนส่งสัมภาระ พร้อมทั้งพาไปไขข้อข้องใจยอดฮิตว่าการเติมลมยางไนโตรเจนคุ้มค่าที่จะจ่ายเงินเพิ่มจริงไหม เพื่อให้รถคู่ใจของคุณพร้อมทะยานไปข้างหน้าในทุกเส้นทางอย่างปลอดภัยและประหยัดเงินได้มากที่สุด

แรงดันลมยางไม่พอดี ส่งผลเสียและอันตรายกว่าที่คุณคิด

ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่มักจะรอให้ยางแบนจนเห็นได้ชัดแล้วถึงค่อยขับรถเลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมันเพื่อเติมลม แต่รู้ไหมว่าแรงดันลมยางที่เพี้ยนไปจากมาตรฐานโรงงาน แม้เพียงแค่ 2-3 PSI ก็สามารถสร้างความเสียหายและส่งผลเสียต่อการขับขี่ได้อย่างน่ากลัว โดยเราสามารถแยกแยะข้อผิดพลาดออกเป็น 2 กรณีดังนี้

1. หากปล่อยให้ลมยางน้อยเกินไป (อาการยางอ่อน)

  • เครื่องยนต์ทำงานหนักและเปลืองน้ำมันมากขึ้น: ยางที่แบนและนิ่มเกินไปจะทำให้หน้ายางแผ่กว้างแตะผิวถนนมากเกินความจำเป็น เกิดแรงต้านทานการหมุน (Rolling Resistance) สูง ส่งผลให้เครื่องยนต์ต้องใช้พละกำลังและกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

  • ดอกยางเสื่อมสภาพไวและสึกหรอผิดปกติ: แรงกดจากน้ำหนักรถจะเทไปตกอยู่ที่แก้มยางและไหล่ยางทั้งสองข้าง ทำให้ยางบริเวณด้านข้างสึกหรอเร็วกว่าตรงกลาง อายุการใช้งานของยางจะสั้นลงทันที ตัวอย่างเช่น ยางของคุณถูกออกแบบมาให้วิ่งได้หลายหมื่นกิโลเมตร แต่ถ้าปล่อยให้ยางอ่อนกว่ามาตรฐาน 20% เป็นประจำ อายุยางอาจหายไปฟรีๆ สูงถึง 8,000 กิโลเมตร

  • เสี่ยงต่ออุบัติเหตุน่ากลัวอย่างยางระเบิด: ยางที่อ่อนเกินไปจะเกิดการยืดหยุ่นและบิดตัวของแก้มยางอย่างรุนแรงขณะที่รถวิ่งด้วยความเร็วสูง ส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมในโครงสร้างยางจนเนื้อยางและเส้นลวดภายในแยกตัวออกจากกัน ซึ่งนี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตยางระเบิดกลางทางนั่นเอง

  • ทำลายสิ่งแวดล้อมโดยไม่รู้ตัว: รถที่กินน้ำมันมากขึ้นเนื่องจากยางอ่อน จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศสูงขึ้นตามไปด้วย

2. หากเติมลมยางมากเกินไป (อาการยางแข็ง)

  • ดอกยางตรงกลางเรียบโล้นก่อนเพื่อน: แรงดันลมที่อัดแน่นจนล้นจะดันให้หน้ายางตรงกลางนูนขึ้นมารับแรงกระแทกและเสียดสีกับพื้นถนนอยู่จุดเดียว ส่งผลให้ดอกยางบริเวณตรงกลางสึกหรอจนเรียบราบ ในขณะที่ไหล่ยางด้านข้างยังเหลืออยู่หนาแน่น

  • รถมีอาการกระด้าง ทรงตัวยาก และเสี่ยงลื่นไถล: ยางที่แข็งเกินพอดีจะสูญเสียความยืดหยุ่น ระบบช่วงล่างต้องรับแรงกระแทกเต็มๆ ทำให้นั่งไม่สบาย รถมีอาการเด้งกระดอนยามวิ่งผ่านทางขรุขระ และเนื่องจากหน้าสัมผัสยางลดน้อยลง รถจึงยึดเกาะถนนได้แย่ลงอย่างน่ากลัว โดยเฉพาะเวลาที่ต้องขับรถลุยฝนบนถนนเปียกหรือจังหวะที่ต้องเบรกกะทันหัน

ทำไมการเติมลมยางให้ถูกต้องถึงช่วยคุณประหยัดน้ำมันหรือพลังงานมากกว่าที่คิด?

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องที่คิดขึ้นมาเองอย่างแน่นอน เพราะหน่วยงานระดับโลกอย่าง สำนักงานความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐฯ (NHTSA) มีข้อมูลสถิติและผลวิจัยที่พิสูจน์ออกมาแล้วว่า แค่คุณสละเวลาเช็กลมยางให้ตรงตามสเปก มันจะช่วยเซฟทั้งเงินและเซฟชีวิตได้อย่างคาดไม่ถึง

  • สายประหยัดต้องเลิฟ (เซฟน้ำมันเต็มพิกัด): ผลวิจัยชี้ชัดว่า การรักษาแรงดันลมยางให้ถูกต้อง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันได้สูงสุดถึง 3.3% เทียบเท่ากับได้ส่วนลดค่าน้ำมันจุกๆ ถึง 11 เซนต์ต่อแกลลอนเลยทีเดียว ในทางกลับกัน ยางที่อ่อนเกินไปจะเพิ่มแรงต้านการหมุน ทำให้เครื่องยนต์ต้องแบกงานหนัก สูบน้ำมันดุขึ้น แถมยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำลายโลกมากขึ้นด้วย

  • สายปลอดภัยต้องรู้ (ลดความเสี่ยงยางระเบิด): NHTSA เผยสถิติชวนช็อกว่า ในสหรัฐฯ มีอุบัติเหตุที่เกี่ยวเนื่องมาจากเรื่องยางสูงถึง 11,000 ครั้งต่อปี ซึ่งยางอ่อนคือตัวการอันดับหนึ่งที่ทำให้เนื้อยางสะสมความร้อนสูงจัด จนโครงสร้างภายในแยกตัว แก้มยางระเบิดตู้ม และรถเสียการทรงตัวในที่สุด

สามารถตามไปอ่านคู่มือแนวทางเพื่อความปลอดภัยได้ที่ หน้าความปลอดภัยเรื่องยางของ NHTSA หรือดูรายงานวิเคราะห์เชิงลึกได้ที่ หน้าข้อมูล Tirewise โดยสถาบัน NHTSA ได้เลย 

ตารางค่าแรงดันลมยางมาตรฐานสำหรับรถเก๋งและรถกระบะ

รถยนต์แต่ละรุ่นแต่ละขนาดมีน้ำหนักตัวรถและวัตถุประสงค์การใช้งานที่ต่างกัน ดังนั้นตัวเลขแรงดันลมยางจึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวที่ใช้ร่วมกันได้ทั้งหมด เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนและนำไปปรับใช้ได้อย่างปลอดภัย นี่คือตารางสรุปเกณฑ์ตัวเลขแรงดันลมยางมาตรฐาน (หน่วยเป็น PSI หรือปอนด์ต่อตารางนิ้ว) ที่เหมาะสมกับรถแต่ละประเภทในเมืองไทย

ประเภทรถยนต์และการใช้งาน 

ลักษณะการเดินทาง / น้ำหนักบรรทุก 

แรงดันล้อหน้า (PSI) 

แรงดันล้อหลัง (PSI) 

รถยนต์ขนาดเล็ก / Eco Car (เครื่อง 1.0 - 1.5 ลิตร) 

นั่งใช้งานทั่วไป 1-2 คน ขับขี่ในเมือง 

30 - 32 

30 

เติมลมรถเก๋ง (ขนาดกลาง - ใหญ่ / รถครอสโอเวอร์) 

เดินทางไกล นั่งเต็มคัน 4-5 คน + สัมภาระท้ายรถ 

32 - 34 

32 - 34 

รถเก๋งสปอร์ต / รถ SUV ขนาดใหญ่ 

ขับขี่ความเร็วสูง เน้นการยึดเกาะถนนที่มั่นคง 

33 - 35 

35 - 38 

รถกระบะทั่วไป (ตัวเปล่า) 

วิ่งรถเปล่า ขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ได้บรรทุกของ 

35 

35 

เติมลมรถกระบะ (บรรทุกของปานกลาง) 

มีตู้ทึบหรือใส่ของกระบะท้าย น้ำหนักไม่เกิน 1 ตันตามที่กฎหมายกำหนด 

36 - 38 

40 - 42 

คุณสามารถเติมลมยางด้วย เครื่องเติมลมยางในปั๊มน้ำมันได้

วิธีเติมลมยางรถยนต์ ใน 3 ขั้นตอนง่ายๆ ทำเองได้ทันทีที่ปั๊มน้ำมัน

ปัจจุบันปั๊มน้ำมันแทบทุกแห่งในประเทศไทยได้เปลี่ยนมาใช้ตู้เติมลมดิจิทัลอัตโนมัติกันหมดแล้ว ซึ่งช่วยให้ใช้งานได้สะดวกและแม่นยำขึ้นมาก สำหรับมือใหม่ที่ยังกล้าๆ กลัวๆ ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร สามารถทำตาม 3 ขั้นตอนด้านล่างนี้ได้เลย มั่นใจได้เลยว่าปลอดภัยและทำง่ายแน่นอน

ขั้นตอนที่ 1: ค้นหาค่าแรงดันลมยางที่ถูกต้องของรถยนต์


  • ห้ามดูตัวเลขที่แก้มยางเด็ดขาด: ตัวเลขบนแก้มยางคือแรงดันลมสูงสุดที่ยางรับได้ ไม่ใช่ค่าที่เหมาะสมกับการขับขี่จริง

  • เปิดประตูฝั่งคนขับ: มองหาสติกเกอร์แผ่นป้ายที่แปะอยู่บริเวณเสา B (เสากลางรถด้านล่างฝั่งคนขับ)

  • จุดสำรอง (ถ้ารถบางรุ่นไม่มีที่ประตู): ลองเปิดเช็กที่ด้านหลังฝาถังน้ำมัน หรือด้านในช่องเก็บของฝั่งผู้โดยสารตอนหน้า

  • จดตัวเลขแยกหน้า-หลัง: สังเกตดูว่าป้ายระบุให้เติมล้อหน้าและล้อหลังกี่ PSI (ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) เพราะรถส่วนใหญ่ล้อหน้าและล้อหลังจะใช้ค่าไม่เท่ากัน 

ขั้นตอนที่ 2: ตั้งค่าที่หน้าตู้ดิจิทัลและเสียบหัวสายเข้าจุ๊บยาง


  • จอดรถเข้าจุดเติมลม: พยายามจอดให้ล้อทั้ง 4 ข้าง อยู่ในรัศมีที่สายเติมลมสามารถลากไปถึงได้สบายๆ 


  • ตั้งตัวเลขที่ตู้ดิจิทัล: เดินไปที่ตู้ เติมลม กดปุ่มเครื่องหมายบวก (+) เพื่อเพิ่ม หรือลบ (-) เพื่อลดตัวเลขให้ตรงกับค่า PSI ที่จดมาจากข้างประตู 


  • เปิดฝาจุ๊บยาง: หมุนฝาปิดจุ๊บยางของล้อที่ต้องการเติมออก (แนะนำให้เก็บใส่กระเป๋าเสื้อหรือวางไว้ในจุดที่เห็นชัด ห้ามวางบนพื้นเพราะหายง่ายมาก) 


  • เสียบหัวสายเติมลม: จับหัวล็อกของสายเติมลมกดเข้ากับจุ๊บยางตรงๆ ให้แน่นจนสุดล็อก

ข้อควรระวัง: ถ้ามีเสียงลมฟู่ดังสวนออกมา แสดงว่าเสียบเอียงหรือไม่ตรงล็อก ให้ดึงสายออกแล้วตั้งสติ กดหัวสายเข้าไปใหม่ตรงๆ จนกว่าเสียงลมจะเงียบลง หรือบางครั้งอาจจะต้องกดจุกเติมลมให้แน่นระหว่างการเติมลม

ขั้นตอนที่ 3: รอสัญญาณแจ้งเตือนเสร็จสิ้น พร้อมตรวจเช็กล้ออะไหล่

  • ปล่อยให้เครื่องทำงานอัตโนมัติ: ตู้ดิจิทัลจะคำนวณลมปัจจุบันในล้อทันที ถ้าลมน้อยไปเครื่องจะเติมเพิ่มให้ ถ้าลมเกินเครื่องจะปล่อยออกเอง

  • ยืนรอเสียงสัญญาณเตือน: ยืนประคองหัวสายไว้เบาๆ และห้ามดึงสายออกจนกว่าตู้จะส่งเสียงร้องเตือน "ติ๊ดๆๆ"

  • ดึงสายและหมุนปิดฝาจุ๊บ: เมื่อเครื่องร้องเตือน แสดงว่าได้ลมเป๊ะตามค่าที่ตั้งไว้ ให้ดึงหัวสายเติมลมออก แล้วรีบหมุนฝาปิดจุ๊บยางกลับเข้าที่เดิมให้แน่นเพื่อกันฝุ่นและสิ่งสกปรก

  • ห้ามลืมตรวจเช็กล้ออะไหล่: เดินไปเปิดท้ายรถเพื่อเช็กลมยางล้ออะไหล่ด้วย โดยแนะนำให้เติมเผื่อไว้สูงกว่าค่ามาตรฐานประมาณ 5 PSI (ป้องกันลมซึมออกตามธรรมชาติขณะจัดเก็บ)

เทคนิคเติมลมตอน "ยางเย็น" VS "ยางอุ่น"

  • เวลาที่ดีที่สุดคือตอนยางเย็น: ควรเช็กและเติมลมตอนรถจอดพักมาแล้วอย่างน้อย 2 ชั่วโมง หรือเพิ่งวิ่งมาไม่เกิน 3 กิโลเมตรด้วยความเร็วต่ำ

  • ถ้าต้องเติมตอนยางร้อน (ยางอุ่น): หากเพิ่งขับรถลุยทางไกลข้ามจังหวัดมาแล้วต้องเติมลมทันที ให้ตั้งตัวเลขที่ตู้ บวกเพิ่มเข้าไปอีก 4 PSI จากค่ามาตรฐานข้างประตู (เช่น ข้างประตูระบุ 32 PSI ให้ตั้งตู้ดิจิทัลที่ 36 PSI) เพื่อชดเชยการขยายตัวของมวลอากาศจากความร้อน

  • ห้ามปล่อยลมออกตอนยางร้อนเด็ดขาด: เพราะถ้าคุณปล่อยลมออกตอนยางร้อนเพื่อให้ได้ตัวเลขตรงตามป้ายข้างประตู พอขับเสร็จแล้วยางเย็นตัวลง ลมยางจะหดตัวจนเหลือต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งจะทำให้ยางอ่อนเกินไปจนเกิดอันตราย 

ขั้นตอนที่ 3: ปรับแรงดันลมยาง

  • เปรียบเทียบแรงดันที่แสดงบนมาตรวัดลมยางกับคำแนะนำของผู้ผลิตรถยนต์ของคุณ

    • หากลมยางมากกว่าแรงดันลมยางที่แนะนำ ให้ปล่อยลมออกจนถึงระดับที่ต้องการ

    • หากลมยางต่ำกว่าแรงดันลมยางที่แนะนำ ให้เติมลมยางจนถึงระดับที่แนะนำ

วิธีการเติมลมยางเมื่อยางรถยนต์เย็นหรืออุ่น

  • ตรวจสอบแรงดันลมโดยเฉพาะเมื่อยางเย็น (ไม่ควรใช้รถยนต์ของคุณในช่วง 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา หรือควรขับขี่น้อยกว่าระยะทางประมาณ 3 กม. ด้วยความเร็วต่ำ)

  • แต่หากคุณตรวจสอบแรงดันขณะที่ยางอุ่น ให้เพิ่มแรงดัน 0.3 บาร์ (4.35 PSI) ตามคำแนะนำของผู้ผลิตรถยนต์ จากนั้นควรตรวจสอบและปรับแรงดันลมยางอีกครั้งเมื่อยางเย็น

  • ห้ามปล่อยลมออกจากยางที่อุ่น (เนื่องจากแรงดันจะเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิ)

มาตรวัดลมยาง

เครื่องเติมลมยางพกพา ไอเทมฉุกเฉินติดรถที่คุณควรมีไว้ใช้งาน

สำหรับใครที่ไม่อยากไปต่อคิวเติมลมที่ปั๊มน้ำมัน หรือต้องการความอุ่นใจเวลาเดินทางไกลเครื่องเติมลมยางแบบพกพา ถือเป็นไอเทมสามัญประจำรถที่ควรมีติดไว้เลย ปัจจุบันในท้องตลาดมีให้เลือกใช้ 2 รูปแบบหลักๆ ซึ่งมีข้อดีและลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันชัดเจน ดังนี้

1. แบบมีแบตเตอรี่ในตัว

  • ลักษณะการใช้งาน: ทำงานด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมภายในตัวเครื่อง ชาร์จไฟบ้านหรือสาย USB ให้เต็มก่อนนำมาเก็บไว้บนรถ เวลาใช้งานจริงสามารถหยิบออกมาเปิดเครื่องและต่อสายเติมลมเข้ากับล้อรถได้ทันทีโดยไม่ต้องต่อสายไฟใดๆ

  • ข้อดี: สะดวกสบายสูงสุด ไม่มีสายไฟรบกวน น้ำหนักเบา ขนาดกะทัดรัด และมักมาพร้อมฟังก์ชันเสริม เช่น ใช้เป็นไฟฉายฉุกเฉิน หรือเป็น Power Bank ชาร์จมือถือได้ นอกจากนี้ยังนำไปใช้เติมลมจักรยาน มอเตอร์ไซค์ หรือลูกบอลได้ง่ายมาก

  • ข้อจำกัด: ต้องหมั่นเช็กและชาร์จแบตเตอรี่ให้พร้อมใช้งานเสมอ หากปล่อยทิ้งไว้ในรถที่ร้อนจัด แบตเตอรี่อาจเสื่อมสภาพไว และหากต้องเติมลมยางรถยนต์ขนาดใหญ่ต่อเนื่องกันหลายล้อ แบตเตอรี่อาจหมดกลางคันได้ 

2. แบบเสียบปลั๊ก 12V ในตัวรถ


  • ลักษณะการใช้งาน: ตัวเครื่องไม่มีแบตเตอรี่ในตัว แต่จะทำงานโดยการเสียบสายไฟเข้ากับช่องจุดบุหรี่ (ปลั๊ก 12V) บริเวณคอนโซลกลางของรถยนต์ โดยผู้ขับขี่ต้องสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ขณะใช้งานเพื่อให้กระแสไฟจ่ายเข้าตัวเครื่องเติมลม

  • ข้อดี: มั่นใจได้ 100% ว่าเครื่องมีไฟใช้งานแน่นอนในยามฉุกเฉิน ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดหรือเสื่อมสภาพ มักให้กำลังลมที่แรงและต่อเนื่องกว่า เหมาะมากสำหรับรถที่ต้องใช้แรงดันสูงหรือรถขนาดใหญ่

  • ข้อจำกัด: มีสายไฟที่ต้องคอยลากจากในตัวรถไปยังล้อต่างๆ (ต้องเลือกซื้อรุ่นที่สายไฟยาวพ้นถึงล้อหลัง) และไม่สะดวกหากจะนำไปใช้นอกสถานที่ที่ไม่มีช่องจ่ายไฟ 12V ของรถยนต์

คำแนะนำในการเลือกซื้อ: หากคุณต้องการความสะดวก รวดเร็ว และอยากได้เครื่องที่อเนกประสงค์ แบบมีแบตเตอรี่ในตัวจะตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้ดีมาก แต่ถ้าคุณเป็นสายลุย ขับรถยกสูง บรรทุกหนัก หรือชอบเดินทางไกลเข้าป่าบ่อยๆ แบบเสียบปลั๊ก 12V จะให้ความเสถียรและพึ่งพาได้มากกว่าในสถานการณ์วิกฤต ทางมิชลินเองก็มีเครื่องเติมลมยางพกพาประสิทธิภาพสูง ที่เกจ์วัดได้มาตรฐานและแม่นยำให้เลือกใช้งานเช่นกัน

เติมลมยางไนโตรเจน หรือลมธรรมดา การเติมลมสองแบบนี้ต่างกันอย่างไร?

หลายคนตั้งคำถามและถกเถียงกันมานานว่าเติมลมยางไนโตรเจน คุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มจริงไหม? ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าลมธรรมดา ที่เราตระเวนเติมฟรีตามปั๊มน้ำมัน จริงๆ แล้วมีก๊าซไนโตรเจนผสมอยู่ถึงประมาณ 78% ส่วนที่เหลือคือออกซิเจน ไอน้ำ และความชื้น

ส่วนลมยางไนโตรเจนที่มีให้เติมตามศูนย์บริการต่างๆ นั้น จะทำผ่านเครื่องคัดแยกพิเศษเพื่อดึงเอาออกซิเจนและความชื้นออกไป จนเหลือไนโตรเจนเข้มข้นสูงถึง 93-99% ซึ่งนวัตกรรมนี้สร้างความแตกต่างให้กับฟีลลิ่งการขับขี่และอายุการใช้งานของยางอย่างเห็นได้ชัด โดยเราได้สรุปข้อเปรียบเทียบหมัดต่อหมัดมาให้ดูกันง่ายๆ ในตารางนี้

ตารางเปรียบเทียบ: ลมยางไนโตรเจน VS ลมธรรมดา

หัวข้อเปรียบเทียบ 

ลมยางไนโตรเจนบริสุทธิ์ (93-99%) 

ลมธรรมดา (มีไนโตรเจน ~78%) 

ความถี่ในการซึมออก 

ซึมช้ามาก โมเลกุลก๊าซขนาดใหญ่ เคลื่อนที่ผ่านเนื้อยางได้ยาก ไม่ต้องเติมลมอ่อยๆ บ่อยครั้ง 

ซึมออกเร็วกว่า เฉลี่ยประมาณ 1.45 PSI ต่อเดือน เป็นไปได้ให้หมั่นเช็กทุก 2 สัปดาห์ 

ความนุ่มนวลและความปลอดภัย 

นุ่มนวลสม่ำเสมอ ไร้ความชื้นสะสม แรงดันไม่พุ่งสูงพรวดพราดตอนยางร้อน ช่วยลดความเสี่ยงแก้มยางระเบิด 

รถจะกระด้างขึ้นเมื่อวิ่งทางไกล มวลอากาศขยายตัวสูงตามอุณหภูมิความร้อนในล้อรถ 

ถนอมโครงสร้างภายในล้อ 

ยับยั้งสนิมและเซฟระบบไฟ ตัดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ถนอมลวดเหล็กและเซ็นเซอร์ TPMS 

อาจเกิดความชื้นสะสม เสี่ยงต่อการเกิดสนิมที่กระทะล้อด้านในเมื่อใช้ไปนานๆ 

ค่าใช้จ่ายและจุดบริการ 

มีค่าบริการ ต้องเลี้ยวรถเข้าศูนย์บริการหรือร้านยางชั้นนำที่มีเครื่องล้างและเติมไนโตรเจนเท่านั้น 

เติมฟรี 24 ชั่วโมง สะดวกสบาย มีตู้เติมลมดิจิทัลให้บริการตามปั๊มน้ำมันทั่วไป 

หมั่นเช็กลมยางรถยนต์ก่อนเดินทางอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัย

ลมยางที่พอดีคือจุดเริ่มต้นของทั้งความปลอดภัยและการประหยัดค่าน้ำมันในทุกทริป อย่ารอให้ยางแบนจนขับขี่ลำบาก หรือปล่อยให้เกจ์วัดที่เพี้ยนตามปั๊มน้ำมันทั่วไปทำให้คุณสับสน เลี้ยวรถคู่ใจของคุณเข้ามาที่ TYREPLUS สาขาใกล้บ้านคุณวันนี้ ช่างผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้บริการตรวจเช็กแรงดันลมยางด้วยเครื่องมือที่แม่นยำได้มาตรฐาน ควบคู่ไปกับการดูแลสภาพยางรอบคันอย่างมืออาชีพ เพื่อให้ทุกการเดินทางของคุณราบรื่น มั่นใจ และปลอดภัยที่สุดในทุกเส้นทาง

คุณสามารถค้นหาตัวแทนจำหน่ายยางรถยนต์ของมิชลินที่มีเครื่องมือพร้อมสำหรับการทำสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับยางรถยนต์ รวมถึงการเติมลมยางไนโตรเจนได้ทุกแห่ง

เนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการขับขี่และดูแลรักษารถเก๋ง รถกระบะ รถเอสยูวี และรถอื่นๆ