7 วิธีประหยัดน้ำมันและไฟฟ้าสำหรับรถเครื่องยนต์สันดาปและรถอีวี
ไม่ว่าคุณจะเป็นคนใช้รถเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้น้ำมัน (ICE) หรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งกำลังได้รับความนิยม สิ่งสำคัญที่สุดในการลดค่าใช้จ่ายและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็คือการใช้พลังงานให้คุ้มค่ามากที่สุด โดยต่อไปนี้คือ 6 วิธีประหยัดน้ำมันและไฟฟ้าที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้
1. ขับขี่รถให้ประหยัดน้ำมันและพลังงาน
รถเครื่องยนต์สันดาป:
หลีกเลี่ยงการเร่งความเร็วและเบรกอย่างรุนแรง พยายามเร่งความเร็วแบบค่อยเป็นค่อยไป และพยายามรักษาระดับความเร็วให้คงที่
หลีกเลี่ยงการขับขี่ด้วยความเร็วสูง เพราะจะยิ่งสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น
หากรถของคุณส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา ควรเปลี่ยนเกียร์ให้อยู่ในรอบเครื่องยนต์ที่เหมาะสมกับความเร็วในขณะนั้น
รถยนต์ไฟฟ้า:
พยายามใช้โหมด Eco ในรถยนต์ไฟฟ้า เพราะจะช่วยลดการใช้พลังงานได้มากขึ้น
ปรับระดับของระบบ Regenerative Braking ที่จะแปลงพลังงานจากการเบรกกลับมาเป็นพลังงานไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสภาพการจราจร
เมื่อต้องขับรถเดินทางไกล พยายามรักษาระดับความเร็วตามที่กฏหมายกำหนด เพราะรถยนต์ไฟฟ้าจะยิ่งใช้พลังงานมากขึ้นเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง
2. บำรุงรักษารถยนต์อย่างสม่ำเสมอ
รถเครื่องยนต์สันดาป:
หมั่นตรวจสอบแรงดันลมยางเป็นประจำทุก 2 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย เพราะลมยางที่อ่อนจะทำให้รถยนต์ใช้น้ำมันมากขึ้น
น้ำมันเครื่องที่เสื่อมสภาพจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะทางหรือระยะเวลาที่กำหนดไว้
พยายามตรวจสอบไส้กรองอากาศสำหรับเครื่องยนต์ โดยดูว่าไส้กรองอากาศมีสิ่งสกปรกอุดตันหรือไม่ เพราะยิ่งกรองอุดตันมากขึ้นเท่าไรก็จะยิ่งทำให้เครื่องยนต์ใช้น้ำมันมากขึ้นเท่านั้น
รถยนต์ไฟฟ้า:
ควรตรวจสอบลมยางให้อยู่ในค่าแรงดันที่เหมาะสมจะช่วยให้รถวิ่งได้ไกลขึ้น โดยดูระดับลมยางที่ควรเติมได้ที่แผ่นป้ายข้างประตูคนขับหรือในคู่มือประจำรถ
ระบบเบรกที่ทำงานไม่ปกติจะทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น โดยให้ตรวจดูว่าระบบ regenerative braking รวมถึงระบบเบรกของรถยนต์ไฟฟ้าทำงานปกติหรือไม่
3. ลดน้ำหนักบรรทุกที่ไม่จำเป็น
การบรรทุกของหนักจะยิ่งทำให้รถยนต์ใช้น้ำมันหรือพลังงานมากขึ้น เนื่องจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาจะเป็นภาระให้กับเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ขับเคลื่อนของรถ ดังนั้นคุณควรนำสิ่งของที่ไม่จำเป็นออกจากรถให้มากที่สุด เทคนิคนี้ใช้ได้ดีทั้งกับรถเครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างเห็นผล
4. ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์อย่างเหมาะสม
รู้หรือไม่ว่า อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในรถยนต์ เช่น เครื่องปรับอากาศ, ไฟส่องสว่าง, อุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่มือถือ หรือแม้แต่ระบบเครื่องเสียงรถยนต์ เหล่านี้จะใช้พลังงานในระดับที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลให้รถต้องใช้เครื่องยนต์หรือพลังงานจากแบตเตอรีในการปั่นกระแสไฟฟ้าป้อนให้กับอุปกรณ์ต่างๆ มากขึ้น ดังนั้น คุณควรปรับและใช้อุปกรณ์ที่เรากล่าวมาทั้งหมดนี้อย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานให้น้อยลง
5. วางแผนก่อนออกเดินทางทุกครั้ง
รถเครื่องยนต์สันดาป:
การวางแผนก่อนออกเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในหรือรถยนต์ไฟฟ้า มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยประหยัดพลังงาน โดยสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป การวางแผนเส้นทางที่หลีกเลี่ยงการจราจรติดขัดจะช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงจากการเร่งเครื่องบ่อยๆ โดยไม่จำเป็น
รถยนต์ไฟฟ้า:
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้านั้น การวางแผนเส้นทางโดยคำนึงถึงจุดชาร์จที่เหมาะสม การหลีกเลี่ยงการเร่งและเบรกอย่างรุนแรง และการรักษาความเร็วที่สม่ำเสมอ จะช่วยยืดระยะทางการขับขี่ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ทำให้ทั้งสองประเภทรถยนต์สามารถเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น
6. ใช้เทคโนโลยีที่ให้มากับรถให้คุ้มค่า
รถเครื่องยนต์สันดาป:
หากรถยนต์ของคุณมีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ cruise control หรือระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน adaptive cruise control ที่จะมีการรักษาความเร็วมให้คงที่ รวมถึงรักษาระดับความเร็วแปรผันตามรถคันข้างหน้า ก็จะช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทคโนโลยี start-stop ที่จะทำการดับเครื่องยนต์ขณะรถหยุดนิ่งชั่วคราวและสตาร์ตรถเมื่อผู้ขับขี่ต้องการเคลื่อนรถยนต์ไปข้างหน้า ถือเป็นระบบที่ช่วยลดการใช้น้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นหากรถของคุณมีระบบนี้ก็ลองเปิดใช้งานตามความเหมาะสม
รถยนต์ไฟฟ้า:
ในรถอีวีเกือบทุกคันจะติดตั้งระบบนำทางที่สามารถแสดงสถานีชาร์จใกล้เคียง รวมถึงช่วยคำนวณได้ว่าระยะทางไปยังจุดหมายปลายทางจะต้องแวะชาร์จแบตเตอรี่ที่สถานีไหนบ้าง ซึ่งช่วยให้วางแผนการเดินทางและลดความกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดได้ดีมาก
7. เลือกใช้ยางรถยนต์ที่เหมาะสม
“ยางประหยัดน้ำมัน”หรือ “ยางประหยัดพลังงาน” ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงต้านทานการหมุนต่ำ อีกทั้งยังสามารถลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้าของรถยนต์ของคุณได้ เพียงแค่มองหาสัญลักษณ์รูป "ปั๊มน้ำมัน" บนฉลากที่ติดอยู่บนยาง และเลือกยางที่มีระดับ A ที่ช่วยลดการใช้พลังงานได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ยางรถยนต์ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีมากมายก็ยังช่วยลดการใช้น้ำมันรวมถึงพลังงานไฟฟ้าได้มากขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะยางรถยนต์มิชลินทุกรุ่น ที่ถูกแบบมาเพื่อมอบความมั่นใจควบคู่กับความคุ้มค่าตลอดระยะเวลาที่คุณใช้งาน โดยคุณสามารถเลือกดูยางรถยนต์มิชลินได้ที่นี่
การขับขี่แบบประหยัดพลังงาน หรือประหยัดน้ำมันคืออะไร?
หลายคนคงเคยได้ยินการขับขี่ประหยัดพลังงาน (Eco Driving) กันมาบ้าง จริงๆ แล้วรูปแบบการขับขี่สามารถช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันหรือพลังไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไปตามแนวคิดที่คำนึงถึงสองเรื่องสำคัญอย่าง Ecology และ Economical ดังนี้
Ecology (ระบบนิเวศ) คือการขับขี่โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญมากขึ้นสำหรับผู้บริโภคในปัจจุบัน ทั้งในแง่ของการช่วยลดการใช้พลังงาน และปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศให้น้อยลง
Economical (ความประหยัด) ที่หมายถึงการประหยัดพลังงาน เช่น น้ำมันหรือไฟฟ้า ล้วนส่งผลดีเงินในกระเป๋าของเจ้าของรถ นี่จึงเป็นวิธีการขับขี่ที่ช่วยลดการปล่อยมลพิษและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้มากที่สุด และหากคุณขับรถยนต์ไฟฟ้า เทคนิคนี้ยังช่วยให้คุณเพิ่มอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้อีกด้วย

เคล็ดลับการขับขี่รถยนต์ให้ประหยัดน้ำมันและพลังงานจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง
วันนี้คุณ Cyrille Roget ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารด้านเทคนิคและวิทยาศาสตร์ของมิชลิน เขาจะมาอธิบายให้คุณได้เข้าใจถึงวิธีขับขี่รถยนต์ให้มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันและไฟฟ้าได้อย่างประหยัดมากที่สุด โดยเขากล่าวว่า
“ค่อยๆ เร่งความเร็วโดยใช้ประโยชน์จากกำลังของรถ เช่น เมื่อสตาร์ตเครื่อง ไม่จำเป็นต้องกดเร่งเครื่องเพื่อให้รถแล่นได้เร็วที่สุด นอกจากนี้ คุณควรขับรถตามขีดจำกัดความเร็วบนทางหลวงพิเศษเพื่อช่วยประหยัดเชื้อเพลิงและพลังงาน ไม่จำเป็นต้องเร่งความเร็วเพื่อขึ้นเนินเสมอไป เพราะคุณสามารถปล่อยให้รถแล่นขึ้นเนินได้ด้วยแรงเฉื่อยของตัวรถเอง และเมื่อรถเริ่มลงทางลาดก็ค่อยกลับมาเร่งอีกครั้ง”
“หากคุณขับรถใช้งานในเมืองเป็นประจำ คุณไม่จำเป็นต้องขับรถจี้ติดท้ายรถคันหน้ามากเกินไป ให้เว้นระยะห่างที่เหมาะสมที่คุณสามารถเร่งและเบรกได้อย่างนุ่มนวล โดยไม่ต้องไปกังวลกับรถคันอื่นที่ชอบขับขี่ด้วยความเร็วเพื่อเข้ามาเบียดแทรกช่องจราจรของคุณมากเกินไป เท่านี้ก็ช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันและพลังงานไฟฟ้าลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้คุณมีเงินเหลือไปใช้ในเรื่องอื่นๆ มากขึ้น”

“ปัจจัยสำคัญที่สุดประการหนึ่งในการประหยัดพลังงานคืออะไร? แน่นอนว่ายางรถยนต์คือตัวแปรที่สำคัญไม่แพ้สิ่งอื่นๆ เพราะมีพลังงานที่ “สูญเปล่า” ปริมาณมาก (เชื้อเพลิงที่ไม่ได้ใช้ในการหมุนล้อรถ) ที่สูญเสียไปเนื่องจากแรงต้านทานการหมุน ซึ่งการสูญเสียนี้คิดเป็นปริมาณมากถึง 20% หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือปริมาณหนึ่งในห้าส่วนของน้ำมันเต็มถึง และเมื่อคุณพิจารณาถึงปริมาณน้ำมันที่เติมให้กับรถยนต์คันหนึ่งในแต่ละปี คุณคงเข้าใจดีว่าคุณสูญเสียเชื้อเพลิงไปในปริมาณมากแค่ไหน”
“วิธีแก้ปัญหาเพื่อลดแรงต้านทานการหมุน (โดยไม่สูญเสียแรงฉุดลาก) คือการใช้ยางที่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น ยาง MICHELIN e.PRIMACY ยางรุ่นนี้ออกแบบมาเป็นพิเศษโดยคำนึงถึงทุกแง่มุมของการขับขี่แบบประหยัดพลังงาน ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถประหยัดเชื้อเพลิงและประหยัดเงินได้เนื่องจากมีแรงต้านทานการหมุนต่ำเป็นพิเศษ”
“ด้วยแรงต้านการหมุนที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งชั้นนำโดยทั่วไป MICHELIN e.PRIMACY จึงช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้ 0.21 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร คิดเป็นเงินประมาณ 3,000 บาท ตลอดอายุการใช้งานของยางรถยนต์ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ระยะทางเพิ่มขึ้นประมาณ 7% เมื่อเทียบกับยางประเภทอื่น ซึ่งได้แก่ 30 กม. สำหรับระยะทางประมาณ 400 กม.”
คุณสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร?
ทุกวันนี้เทรนด์ของอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังมุ่งไปที่การพัฒนายานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านนวัตกรรมต่างๆ เช่น ยางรุ่น MICHELIN e.PRIMACY หรือยางรุ่น MICHELIN PILOT SPORT EV แต่ผู้ขับขี่ก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน ซึ่งการขับขี่แบบประหยัดพลังงานหรือประหยัดน้ำมันไม่ได้เป็นเพียงวิธีประหยัดเชื้อเพลิง ประหยัดเงิน และเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนเท่านั้น แต่แนวความคิดและวิธีการขับขี่รูปแบบแบบนี้ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย นี่คือโอกาสที่คุณจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นกว่าเดิมแล้ว
โดยยางมิชลินทุกเส้นถูกออกแบบด้วยนวัตกรรมยางยั่งยืน เพราะเราตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2050 เราจะต้องผลิตยางรถยนต์ทุกเส้นด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่าวัสดุยั่งยืน 100% เริ่มตั้งแต่การจัดหาวัสดุ ขั้นตอนการผลิต การขนส่งยาง พร้อมสูตรยางที่คงสมรรถนะการขับขี่ทื่ดีเยี่ยมตลอดอายุการใช้งานของยาง รวมถึงการรีไซเคิลยางที่ทำได้ทุกชิ้นส่วน เพื่อสามารถที่จะนำวัสดุเหล่านั้นกลับมาผลิตเป็นยางเส้นใหม่ได้อีกครั้ง
มิชลินจึงผลิตยางทุกเส้นผลิตภายใต้แนวคิด Performance Made To Last หรือ PMTL ซึ่งจะ มอบความมั่นใจให้กับผู้ใช้ทั้งในด้านความปลอดภัยและสมรรถนะที่ดีเยี่ยมยาวนานตลอดระยะเวลา ที่คุณขับขี่ไปในเส้นทางต่างๆ นับตั้งแต่วันแรกที่ใช้จนถึงวันเปลี่ยนยางรอบถัดไป เรียกได้ว่าเป็นยาง ที่ดีต่อคุณและโลกของเราทุกคนอย่างแท้จริง

ยางมิชลินทุกรุ่นรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า
คุณคงทราบดีว่ารถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ส่งไปยังมอเตอร์ที่มีพละกำลังและแรงบิดสูง เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนให้รถพุ่งทะยานไปได้อย่างรวดเร็วในทันทีที่กดคันเร่ง จึงมีน้ำหนักมากกว่ารถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ทำให้ต้องการยางล้อที่มีคุณสมบัติพิเศษเพื่อรองรับประสิทธิภาพอันทรงพลังของรถยนต์ไฟฟ้า
ยางมิชลินสามารถตอบโจทย์นี้ได้สำหรับรถไฟฟ้าทุกรุ่น ด้วยเทคโนโลยียางรถยนต์ไฟฟ้าของมิชลิน เพียงเลือกยางที่เหมาะสมกับการเดินทางและรองรับน้ำหนักของรถ EV ได้ เนื่องจากมีพิกัดความเร็ว (speed index) และดัชนีการรับน้ำหนัก (load index) ที่ไม่น้อยไปกว่ายาง OE ที่ติดมากับรถ นอกจากนี้ การตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญก็เป็นสิ่งที่คุณควรทำทุกครั้งก่อนเปลี่ยนยางเส้นใหม่ อีกทั้งยางมิชลินยังมีสมรรถนะอันยอดเยี่ยม คุณจึงสามารถเลือกใช้ยางมิชลินสำหรับรถ EV ของคุณได้อย่างอุ่นใจ
ยางมิชลินช่วยลดการใช้น้ำมันและประหยัดพลังงานมากขึ้นได้อย่างไร
ยางมิชลินขึ้นชื่อในเรื่องของการมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมเพื่อประสิทธิภาพที่ยั่งยืน รวมถึงการช่วยลดการใช้น้ำมันและประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นผลมาจากเทคโนโลยีหลักที่มิชลินคิดค้นและนำมาใช้ในการผลิตยาง สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้ใช้ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การลดแรงต้านการหมุน (Rolling Resistance) ของยาง นั่นก็เพราะว่ายางที่ถูกออกแบบมาให้มีแรงต้านการหมุนต่ำจะใช้พลังงานน้อยลงในการขับเคลื่อนรถ ทำให้เครื่องยนต์หรือมอเตอร์ใช้พลังน้อยลง และส่งผลให้มีการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงหรือพลังงานไฟฟ้าลดลง โดยเหล่านี้คือยางรุ่นต่างๆ ของมิชลินที่ช่วยให้คุณประหยัดเงินค่าน้ำมัน ค่าพลังงาน และเพิ่มระยะทางในการวิ่งไปพร้อมกัน
MICHELIN e.PRIMACY: เป็นยางรุ่นที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อเน้นการประหยัดพลังงานสูงสุด โดยเฉพาะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด ด้วยเทคโนโลยี GreenPower Compound และโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อลดแรงต้านการหมุนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งยาง e.PRIMACY สามารถเพิ่มระยะทางขับขี่ของรถ EV และช่วยให้รถถเครื่องยนต์สันดาปประหยัดน้ำมันได้มากยิ่งขึ้น
MICHELIN PRIMACY 5: ยางในกลุ่ม PRIMACY ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบความสมดุลทั้งในด้านความปลอดภัย อายุการใช้งานที่ยาวนาน และประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมัน โดยมีการพัฒนาส่วนผสมยางและลายดอกยางอย่างต่อเนื่องเพื่อลดแรงต้านทานการหมุน ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับรถเก๋ง รถเอสยูวี และรถระดับพรีเมียมที่ต้องการความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน
MICHELIN ENERGY XM2+: เป็นยางที่ได้รับความนิยมในกลุ่มรถยนต์ขนาดเล็กถึงกลางที่เน้นการประหยัดน้ำมันและอายุการใช้งานที่ยาวนาน แถมยังคงความโดดเด่นในด้านการลดแรงต้านทานการหมุนได้ดี ด้วยเทคโนโลยี Full Silica Compound
Halbergman / Getty
Zero Creatives / Getty
Karin & Uwe Annas / Adobe Stock
Kiyoshi Hijiki / Getty
Legal mentions
(1) ยางในหมวดหมู่ MICHELIN E.PRIMACY ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในยางรถยนต์คุณภาพสูง เช่นเดียวกับแบรนด์ CONTINENTAL, GOODYEAR, BRIDGESTONE, PIRELLI, DUNLOP และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นยางที่ติดตั้งมาพร้อมกับรถยนต์โดยเฉพาะ (กล่าวคือ ยางประเภทนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อบรรลุเป้าหมายเฉพาะของผู้ผลิตรถยนต์) แต่เป็นยางที่สามารถหาซื้อได้จากร้านค้าปลีก
การทดสอบแรงต้านทานการหมุน - การทดสอบแรงต้านทานการหมุนบนเครื่องจักรโดยบริษัท Applus Idiada ตามคำขอของมิชลิน ดำเนินการในเดือนมิถุนายน (ยางใหม่) และสิงหาคม (ยางที่มีการขัดถู 2 มม.) ปี 2020 โดยทดสอบกับยางขนาด 205/55 R16 91V, การเปรียบเทียบยางรุ่น MICHELIN e.PRIMACY (ยางใหม่: 5.58kg/t และยางสึก: 5.13kg/t) กับ MICHELIN PRIMACY 4 (ยางใหม่: 7.74kg/t และยางสึก: 6.25kg/t) ; BRIDGESTONE TURANZA T005 (ยางใหม่: 7.17kg/t และยางสึก: 5.81kg/t) ; CONTINENTAL ECOCONTACT 6 (ยางใหม่: 6.39kg/t และยางสึก: 5.49kg/t) ; CONTINENTAL PREMIUM CONTACT 6 (ยางใหม่: 8,93kg/t และยางสึก: 6,94kg/t) ; DUNLOP BLURESPONSE (ยางใหม่: 7.97kg/t และยางสึก: 5.54kg/t) ; GOODYEAR EFFICIENT GRIP 2 (ยางใหม่: 7.01kg/t และยางสึก: 5.38kg/t) ; PIRELLI CINTURATO P7 BLUE (ยางใหม่: 6.96kg/t และยางสึก: 6.30kg/t) ; PIRELLI CINTURATO P7 (ยางใหม่: 8.79kg/t และยางสึก: 6.97kg/t)
(2) สำหรับยางใหม่ MICHELIN E·PRIMACY สร้างแรงต้านทานการหมุนเฉลี่ย 2 กก./ตัน ซึ่งน้อยกว่าคู่แข่งชั้นนำ, เทียบเท่ากับการลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงสูงถึง 0.21 ลิตร/100 กม., เทียบเท่ากับผลการทดสอบการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุด 5 ก. สำหรับ VW GOLF 7 1.5 TSI หรือเทียบเท่ากับผลการทดสอบการทำงานอัตโนมัติถึง 7% สำหรับ VW E.GOLF
ระหว่างการใช้งาน MICHELIN E·PRIMACY สร้างแรงต้านทานการหมุนเฉลี่ย 1.5 กก./ตัน ซึ่งน้อยกว่าคู่แข่งชั้นนำ, ผลการทดสอบเทียบเท่ากับการประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุดถึงประมาณ 3,000 บาท ผลการทดสอบนี้เทียบเท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงถึง 174 กก. ผลการทดสอบการใช้งานนั้นประเมินจากค่าเฉลี่ยของข้อมูลยางใหม่และยางที่มีการขัดผิว 2 มม. โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพการทำงานตามเวลาจริง - ประเมินผลการทดสอบทั้งหมดบนพื้นฐานการขับขี่ในระยะทาง 35,000 กม. และราคาน้ำมัน 1.46 ยูโร/ลิตร (https://ec.europa.eu/energy/data-analysis/weekly-oil-bulletin_en 6/1/2020 ติดอันดับ 10 ประเทศแรกที่มีการสัญจรด้วยยานยนต์ทั้งสภาพภูมิประเทศภายในประเทศและต่างประเทศ - https://ec.europa.eu/ eurostat/web/transport/data/database) การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและต้นทุนที่แท้จริงอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่ รถยนต์ หรือแรงดันลมยาง
(3) เพิ่มระยะทางการใช้งานแบตเตอรี่ EV และการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สำหรับยางใหม่ MICHELIN E·PRIMACY สร้างแรงต้านทานการหมุนเฉลี่ย 2 กก./ตัน ซึ่งน้อยกว่าคู่แข่งชั้นนำ, เทียบเท่ากับการลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงสูงถึง 0.21 ลิตร/100 กม., เทียบเท่ากับผลการทดสอบการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุด 5 ก. สำหรับ VW GOLF 7 1.5 TSI หรือเทียบเท่ากับผลการทดสอบการทำงานอัตโนมัติถึง 7% สำหรับ VW E.GOLF
