วันนี้ MICHELIN ขออาสาพาคุณไปจัดตารางออกทริปให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ เพื่อให้การขับขี่ของคุณสนุก ปลอดภัย และได้อรรถรสสูงสุด กับ 6 เส้นทางยอดนิยมที่คัดมาว่าไปแล้วต้องประทับใจ ตอบโจทย์ตั้งแต่ใครที่อยากขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยว 1 วัน ใกล้กรุงเทพฯ ไปจนถึงทริปทางไกลวัดใจสายแข็ง
ขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวช่วงฤดูร้อน หนีแดดเมืองกรุง มุ่งสู่ป่าเขาและชายหาด
1. เส้นทางขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยว 1 วัน ทริปเขาใหญ่ - วังน้ำเขียว
เหมาะสำหรับ: หน้าร้อน (เที่ยวได้ตลอดทั้งปี)
เมื่อไอร้อนในเมืองหลวงเริ่มระอุ การพาตัวเองและรถคู่ใจไปปะทะลมเย็นๆ ในป่าใกล้กรุงคือทางออกที่ดีที่สุด ทริปเขาใหญ่-วังน้ำเขียว คือคำตอบของคนมีเวลาน้อยที่ต้องการขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวยว 1 วัน เส้นทางนี้มีความร่มรื่นของอุโมงค์ต้นไม้ช่วยบังแดด และมีน้ำตกให้แวะคลายร้อนได้ตลอดทาง
ระยะทาง: เฉลี่ยไม่เกิน 300 กม.
ความยากง่าย: ระดับง่าย-ปานกลาง ถนนสภาพดี โค้งกว้าง (High Speed Curve) ขี่สนุก แถมการระบายความร้อนเครื่องยนต์ยังทำได้ดีเพราะทำความเร็วได้อย่างต่อเนื่อง เรียกว่าเหมาะสำหรับการวอร์มยางและฝึกลีนรถเบาๆ เป็นที่สุด
ประเภทมอเตอร์ไซค์: ไปได้ทุกแนว ตั้งแต่สกู๊ตเตอร์ 150 ซีซี จนถึงบิ๊กไบค์ทัวร์ริง แต่ต้องระวังเรื่องเสียงท่อไอเสียตามกฎอุทยานฯ
2. เส้นทางขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวเลียบชายฝั่ง: ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต (เนินนางพญา) - หาดเจ้าหลาว
เหมาะสำหรับ: หน้าร้อน (รับลมทะเลฟินที่สุด)
หน้าร้อนกับทะเลเป็นของคู่กัน แต่สำหรับไบเกอร์แล้ว การได้ขี่รถเลียบชายฝั่งฟังเสียงคลื่นและปล่อยให้ลมตีหน้าคือสุนทรียภาพขั้นสุด หากคุณกำลังมองหาเส้นทางขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวที่ได้ชื่อว่าเป็น Scenic Route ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในไทย ต้องยกให้เส้นทางเฉลิมบูรพาชลทิต ถนนเลียบทะเลที่ทอดยาวขนานไปกับภูเขาและท้องฟ้าสีคราม ไฮไลท์สำคัญคือจุดชมวิวเนินนางพญา ที่คุณจะได้บิดคันเร่งไต่ระดับขึ้นเนินเขาเตี้ยๆ ตัดกับสีน้ำเงินเข้มของทะเลอ่าวไทย เป็นเส้นทางที่ถ่ายรูปสวยทุกองศาและช่วยคลายร้อนได้สบายกาย
ระยะทาง: เฉลี่ย 500 - 600 กม. (ไป-กลับ จาก กทม.)
ความยากง่าย: ระดับง่าย-ปานกลาง ถนนลาดยางสภาพดีเยี่ยม เป็นถนน 2 เลนสวนกันที่มีโค้ง S-Curve ลัดเลาะชายฝั่งให้ได้โยกรถสนุกๆ ไม่เน้นทำความเร็วสูง แต่เน้นการคอนโทรรถที่นุ่มนวลเพื่อเสพวิวทิวทัศน์ ข้อควรระวังคือทรายที่อาจถูกลมพัดขึ้นมาบนผิวถนนในบางช่วง และรถนักท่องเที่ยวที่อาจจอดถ่ายรูปบริเวณไหล่ทาง
ประเภทมอเตอร์ไซค์: เส้นทางนี้เปิดกว้างสำหรับรถทุกประเภท โดยเฉพาะสาย Classic หรือ Modern Classic ก็จะเข้ากับบรรยากาศสุดชิลริมทะเลมาก หรือสาย Sport ก็สนุกกับโค้งต่อเนื่องได้ แต่แนะนำให้เช็กระบบระบายความร้อนของรถให้ดี เพราะอากาศชายทะเลค่อนข้างร้อนชื้น และควรสวมชุดการ์ดที่ระบายอากาศได้ดีด้วย
Michelin Tips: เทคนิคขี่มอเตอร์ไซค์ช่วงหน้าร้อน
ระวังยางบวมและแรงดันลม: อากาศร้อนจัดทำให้ความดันลมยางขยายตัวสูงกว่าปกติ ซึ่งเสี่ยงต่อยางระเบิด หรือหน้ายางแข็งจนเกาะถนนลดลง แนะนำให้ตรวจเช็กลมยางตอนเช้าขณะที่ยางยังเย็น และหมั่นพักรถทุก 1-2 ชั่วโมง เพื่อระบายความร้อนทั้งคนและยาง
สังเกตผิวถนนว่ายางมะตอยละลายไหม: หากเห็นถนนเป็นมันเงาผิดปกติในช่วงบ่ายจัด ให้ระวังยางมะตอยเยิ้ม ซึ่งจะลื่นมาก ห้ามเบรกแรงหรือเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง
ถ้าร้อนมากอย่าฝืนขี่ต่อ: ร่างกายที่ขาดน้ำจะทำให้การตัดสินใจช้าลง ควรจิบน้ำบ่อยๆ และเลือกเสื้อการ์ดที่ระบายอากาศได้ดี

ขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวช่วงฤดูฝน สัมผัสสายหมอกและป่าเขียวขจี
3. เส้นทางขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวทางไกลทริปภูทับเบิก - เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์
ใครว่าหน้าฝนขี่รถไม่ได้? นี่คือช่วงเวลาพีคที่สุดของการล่าทะเลหมอก ความชื้นจากฝนจะสร้างทะเลหมอกที่หนานุ่มอลังการที่สุดที่ภูทับเบิก นั่นทำให้การขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวในช่วงนี้คุณจะได้สัมผัสกับความเขียวขจีของไร่กะหล่ำปลีแบบ 360 องศาที่หาไม่ได้ในฤดูอื่น
ระยะทาง: เฉลี่ย 300 - 500 กม.
ความยากง่าย: ระดับปานกลาง-ยาก ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ระยะทาง แต่คือความชันของเส้นทางขึ้นภูทับเบิก ถนนลาดยางไต่ระดับความสูงชันต่อเนื่อง ผสมกับโค้งพับผ้าที่เรียกว่า Hairpin Turn แคบๆ กว่า 111 โค้ง ผู้ขี่ต้องมีทักษะการใช้เกียร์ การเลี้ยงรอบเครื่อง และการควบคุมคันเร่งที่แม่นยำ ส่วนเส้นทางบนเขาค้อจะขี่ง่ายกว่า เป็นโค้งกว้างๆ ให้ได้เทโค้งกันสนุกๆ
ประเภทมอเตอร์ไซค์: แม้รถเล็กจะขึ้นได้ แต่เพื่อความสนุกและการขับขี่ที่สมูท แนะนำรถที่มีกำลังเครื่องยนต์และแรงบิดดีหน่อย พิกัด 300 ซีซี ขึ้นไปจะขี่สนุกมาก รถแนว Adventure หรือ Touring ยกสูงจะได้เปรียบเรื่องท่านั่งที่สบาย ลดความเมื่อยล้าจากการขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวระยะทางไกล และช่วงล่างที่ยุบตัวเยอะจะช่วยซับแรงเวลาเจอผิวถนนที่ไม่เรียบในบางช่วงได้ดีเยี่ยม
4. เส้นทางขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวทางไกลทริปบ้านอีต่อง - เหมืองปิล็อก จ.กาญจนบุรี
นี่คือเส้นทางวัดใจระดับตำนานของสายแข็งที่แท้จริง สำหรับใครที่โหยหาความสงบและอยากพาตัวเองหนีความวุ่นวายไปซ่อนตัวกลางหุบเขาของชายแดนตะวันตก การเดินทางสู่บ้านอีต่อง หมู่บ้านในสายหมอกอดีตเหมืองแร่ที่รุ่งเรืองนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะคุณต้องฝ่าด่านทดสอบสมรรถนะการควบคุมรถผ่าน 399 โค้งที่แคบและคดเคี้ยว ท้าทายความสามารถกันแบบโค้งต่อโค้ง
ระยะทาง: เฉลี่ย 300 - 500 กม.
ความยากง่าย: ระดับปานกลาง-ยาก แม้ระยะทางช่วงขึ้นเขาจะไม่ยาวเท่าทางเหนือ แต่ความโหดหินอยู่ที่ความแคบของถนนที่แทบจะพอดีคันรถ ผิวทางบางช่วงชำรุดเป็นหลุมบ่อ มีตะไคร่น้ำจับ และความชื้นสูงทำให้ถนนลื่นง่าย ยิ่งไปกว่านั้นคือสภาพอากาศที่มักมีหมอกลงจัดหนาทึบทั้งช่วงเช้าและเย็น ทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลงเหลือเพียงไม่กี่เมตร ต้องใช้สติและทักษะขั้นสูง
ประเภทมอเตอร์ไซค์: เส้นทางนี้คือสวรรค์ของรถแนว Scrambler, Adventure ขนาดกลาง หรือ Enduro เพราะช่วงล่างที่ยกสูงจะช่วยรูดผ่านอุปสรรคหลุมบ่อได้นุ่มนวล ความคล่องตัวของรถประเภทนี้ช่วยให้พลิกโค้งแคบๆ ได้ไวและมั่นใจกว่ารถ Touring ขนาดใหญ่ที่อาจจะเทอะทะไปหน่อยในเส้นทางนี้

H4: Michelin Tips: เทคนิคขี่มอเตอร์ไซค์ช่วงหน้าฝน
ระวังอาการเหินน้ำ (Hydroplaning): เมื่อเจอน้ำขัง แอ่งน้ำ ให้ลดความเร็ว ห้ามกำคลัตช์ปล่อยไหล ให้ใช้คันเร่งประคองรถไปนิ่งๆ เพราะถ้ายางรีดน้ำไม่ทัน รถอาจเสียการควบคุม
สมูทคือหัวใจ: ห้ามกระแทกคันเร่งหรือกระทืบเบรกกะทันหัน การใช้เบรกและคันเร่งต้องนุ่มนวล กว่าปกติ 2 เท่า เพื่อไม่ให้ล้อล็อคหรือท้ายปัด ส่วนรถคันไหนที่มีโหมดขับขี่เวลาฝนตก ก็ให้เปลี่ยนไปใช้เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น
หลบเส้นขาวและฝาท่อ: เส้นจราจรและฝาท่อระบายน้ำตอนเปียกฝน คือจุดที่ลื่นที่สุดบนถนน พยายามหลีกเลี่ยงหรือตั้งรถให้ตรงที่สุดเมื่อต้องขี่ผ่าน
ขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวช่วงฤดูหนาว ฝ่าสายลมและชมวิวภูเขาสุดลูกหูลูกตา
5. เส้นทางขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวเหนือ ทริปวงกลมแม่ฮ่องสอน
หากถามไบค์เกอร์ชาวไทยว่า "สักครั้งในชีวิตต้องไปขี่รถที่ไหน" คำตอบอันดับหนึ่งต้องมีชื่อของวงกลมแม่ฮ่องสอนติดโผแน่นอน นี่คือ The Must ของการขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวเหนือ ที่เปรียบเสมือนใบปริญญาของชาวสองล้อ กับตำนาน 1,864 โค้ง ที่จะพาคุณลัดเลาะไต่สันเขา ฝ่าดงป่าสน และสัมผัสวัฒนธรรมไทใหญ่ เป็นบทพิสูจน์สมรรถนะของทั้งคนและรถในรูปแบบมาราธอนที่ไม่มีคำว่าฟลุ๊ค มีแต่ฝีมือและความอึดล้วนๆ
ระยะทาง: มากกว่า 600 กม.
ความยากง่าย: ระดับยาก โดยคุณต้องมีความอึดและใช้สมาธิสูง เพราะความยากของเส้นทางนี้ไม่ได้อยู่ที่ความชันเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระยะทางและความต่อเนื่องของโค้งที่มีให้เล่นตลอดระยะทางรวมกว่า 600 กิโลเมตร เฉพาะลูปวงกลม ไม่รวมเดินทางจาก กทม. ผู้ขี่ต้องใช้ทักษะในการพลิกรถเข้าโค้งซ้าย-ขวาติดต่อกันหลายชั่วโมง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมร่างกายถึงต้องฟิต สายตาต้องไว และจิตใจต้องนิ่ง
ประเภทมอเตอร์ไซค์: พระเอกของงานนี้ยกให้รถสไตล์ Touring, Adventure หรือ Sport Touring ที่ออกแบบท่านั่งมาให้หลังตรง สบาย และมีชิวหน้าตัดลมที่ดี เพราะการเดินทางไกลหลายวัน หากใช้รถทรงสปอร์ตจ๋าๆ อาจจะปวดหลังและข้อมือจนหมดสนุกได้ แต่สำหรับสายแข็งที่ใช้รถเล็ก เช่น รถแม่บ้าน หรือสกู๊ตเตอร์ก็ไปได้เช่นกัน ขอแค่ใจพร้อมและรถสมบูรณ์เท่านั้น
6. เส้นทางขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวเหนือ ทริปถนนลอยฟ้า ดอยภูคา - บ่อเกลือ จ.น่าน
ถ้ามีคนถามหาถนนที่สวยที่สุดเส้นหนึ่งในเมืองไทยที่เกิดมาเพื่อการขี่มอเตอร์ไซค์ทางไกล โดยถนนลอยฟ้าเมืองน่านต้องติดอันดับต้นๆ ของลิสต์แน่นอน เสน่ห์ของที่นี่ไม่ใช่ความโหดหิน แต่คือความสุนทรีย์ในการขับขี่ ภาพของถนนลาดยางสีดำตัดกับภูเขาสีเขียวขจีที่สลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา เหมือนเรากำลังขี่รถวิ่งอยู่บนสันเขาเทียมเมฆ คือรางวัลชีวิตที่คุ้มค่ากับการบิดคันเร่งเดินทางไกลกว่าครึ่งพันกิโลเมตรเพื่อมาสัมผัสด้วยตาตัวเอง
ระยะทาง: มากกว่า 600 กม.
ความยากง่าย: ระดับปานกลาง เส้นทางเมืองน่านขี่ง่ายกว่าทางแม่ฮ่องสอนมาก เพราะโค้งส่วนใหญ่เป็นโค้งกว้างที่รับกับความเร็วได้ดี ไม่ค่อยมีโค้งหักศอกแคบๆ ให้ต้องเกร็งแขน แต่ก็ประมาทไม่ได้ เพราะยังมีความสูงชันและการไต่ระดับขึ้นลงเขาที่ต้องอาศัยจังหวะการเชนจ์เกียร์ที่สัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์ รวมถึงไหล่ทางที่ค่อนข้างแคบในบางจุด
ประเภทมอเตอร์ไซค์: นี่คือรันเวย์ของรถ Adventure ทุกพิกัดซีซี ช่วงล่างที่ยืดหยุ่นจะทำให้การรูดผ่านรอยต่อถนนเป็นเรื่องสนุก หรือจะเป็นรถ Sport Touring ก็สามารถทำความเร็วในโค้งกว้างๆ ได้อย่างมั่นใจและนิ่งสนิท ส่วนสาย Scooter ก็ไปได้สบายๆ ขอแค่เช็กระบบเบรกและสายพานให้พร้อมก็พอ

Michelin Tips: เทคนิคขี่มอเตอร์ไซค์ช่วงหน้าหนาว
วอร์มยางก่อนเทโค้ง: อุณหภูมิถนนที่เย็นจัด ทำให้เนื้อยางแข็งและยึดเกาะได้น้อยลงในช่วงแรกที่ออกตัว ควรขี่วอร์มยางสักระยะเพื่อให้ยางสะสมความร้อนจนได้อุณหภูมิทำงานที่เหมาะสม ก่อนที่จะเริ่มใช้ความเร็วหรือเข้าโค้งลึกๆ
ระวังกับดักน้ำค้าง: ถนนบนดอยช่วงเช้าตรู่หรือในจุดที่ร่มรื่น มักมีความชื้นจากน้ำค้างเกาะผิวถนน ซึ่งลื่นไม่แพ้ฝนตก ให้ระมัดระวังเป็นพิเศษในโค้งที่มีเงาไม้บัง
Visor ฝ้าขึ้น อันตรายที่มองไม่เห็น: ด้วยอากาศข้างนอกเย็นแต่ข้างในหมวกกันน็อกร้อน จะทำให้เกิดฝ้าบังสายตาได้ง่าย ควรใช้แผ่นกันฝ้า (Pinlock) หรือแง้มชิลด์หน้าเล็กน้อยเพื่อให้อากาศถ่ายเท
เช็กลิสต์สำหรับสาย Adventure ก่อนขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยว
การจะพาตัวเองและรถคู่ใจไปขี่มอเตอร์ไซค์ทางไกล โดยเฉพาะในเส้นทางธรรมชาติหรือขึ้นเขาลงห้วย ไม่ใช่แค่มีใจรักแล้วกระโดดขึ้นรถสตาร์ทเครื่องออกไปได้เลย ความพร้อมคือหัวใจสำคัญที่จะชี้ชะตาว่าทริปนั้นจะจบลงด้วยความสนุกสุดเหวี่ยง หรือกลายเป็นทริปกินข้าวลิงกลางทาง ยิ่งเป็นการขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยว ช่วงหน้าหนาวที่สภาพอากาศแปรปรวนและถนนคาดเดาไม่ได้ด้วยแล้ว การเตรียมตัวให้เกินร้อยไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสมอ
มาไล่เช็กความพร้อมกันทีละจุด ว่ามีอะไรที่สาย Adventure ห้ามมองข้ามเด็ดขาด
1. คนต้องฟิต อุปกรณ์ต้องถึง
ร่างกายคนขี่คือเครื่องจักรที่สำคัญที่สุด การขี่รถต่อเนื่องวันละหลายร้อยกิโลเมตรต้องใช้สมาธิและพลังงานมหาศาล ควรพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงก่อนเดินทาง งดแอลกอฮอล์เพื่อจะได้มีสติพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ยิ่งถ้าต้องขี่ขึ้นเขาที่อากาศเบาบาง ร่างกายที่สดชื่นจะช่วยลดอาการล้าและการตัดสินใจพลาดได้
อุปกรณ์ป้องกัน:
หมวกกันน็อกเต็มใบ คือสิ่งที่ต้องใส่ทุกครั้งที่ขี่รถ เพราะนอกจากจะช่วยกันลมหนาวและแมลงได้ดีแล้วก็ยังให้ความปลอดภัยสูงสุดอีกด้วย
เสื้อการ์ด ควรเลือกแบบที่มีซับในกันหนาวหรือระบายอากาศได้ดีเพื่อรับมือกับอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดวัน
ถุงมือ ต้องกระชับและมีการ์ดที่แข็งแกร่ง ไม่หนาจนขาดสัมผัสคันเร่งแต่ต้องกันหนาวได้
รองเท้าหุ้มข้อ หรือรองเท้าสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ เพื่อป้องกันข้อเท้าพลิกเวลาต้องจอดประคองรถในพื้นที่ลาดชันหรือขรุขระ
2. รถต้องสมบูรณ์ 100%
รถมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะรถ Adventure หรือ Touring สมัยนี้อัดเทคโนโลยีมาเยอะเต็มคัน แต่พื้นฐานเครื่องยนต์กลไกยังต้องดูแลใส่ใจเป็นพิเศษก่อนออกทริปยาว
ของเหลวหัวใจหลัก ควรเช็กระดับและสภาพของน้ำมันเครื่องให้แน่ใจ ถ้าใกล้ถึงระยะเปลี่ยนถ่าย ก็ให้เปลี่ยนใหม่ไปเลยก่อนออกทริป เพื่อการปกป้องเครื่องยนต์ที่ดีที่สุดในการใช้งานหนัก รวมถึงน้ำยาหล่อเย็นต้องอยู่ในระดับปกติ เพราะการขี่ขึ้นเขาชันเครื่องยนต์จะร้อนเร็วกว่าปกติมาก
ระบบส่งกำลังและเบรก โดยโซ่ต้องไม่หย่อนหรือตึงเกินไป แนะนำว่าล้างและเคลือบน้ำยาให้เรียบร้อย ส่วนผ้าเบรกก็เช็กความหนาว่าเหลือพอสำหรับจบทริปหรือไม่ รวมถึงสภาพของผ้าเบรกว่าเสื่อมสภาพแล้วหรือยัง เพราะการลงเขาต้องใช้เบรกหนักกว่าทางราบหลายเท่า
ระบบไฟ เช่น ไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟเบรก และไฟตัดหมอก (ถ้ามี) ต้องติดครบทุกดวง เพราะหน้าหนาวมืดเร็วและอาจเจอหมอกหนาจัดในช่วงเช้า การมองเห็นและถูกมองเห็นคือความปลอดภัย
3. ยางต้องชัวร์... ฮีโร่ที่ห้ามมองข้าม
นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดในการขับขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจไปท่องเที่ยวยังเส้นทางต่างๆ เพราะยางคือส่วนเดียวของรถที่สัมผัสกับพื้นถนน หมายความว่าพื้นที่ยึดเกาะเพียงไม่กี่ตารางเซนติเมตรนี้คือสิ่งที่ส่งผลต่อชีวิตของเรา
สภาพยาง อย่าดูแค่ว่ายางยังไม่รั่วไม่มีร่องรอยของความเสียหาย แต่ให้ดูปีที่ผลิตและเนื้อยางร่วมด้วย ยางเก่าเก็บอาจจะแข็งกระด้าง ทำให้สูญเสียการยึดเกาะ ยิ่งเจออากาศเย็นและถนนลื่นจากน้ำค้าง ยางแข็งๆ คือฝันร้ายที่ไม่มีไบค์เกอร์คนไหนอยากเจอ
ดอกยาง สำหรับสาย Adventure ที่อาจต้องเจอทางฝุ่นหรือทราย ดอกยางต้องลึกพอที่จะตะกุยและรีดน้ำ หากดอกยางเริ่มโล้นแทบไม่มีดอกเหลืออยู่ก็อย่าฝืนใช้ต่อ ซึ่งค่ามาตรฐานความลึกขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับดอกยางรถมอเตอร์ไซค์ คือต้องเหลือมากกว่า 0.8 มิลลิเมตร หากน้อยกว่านั้นให้รีบเปลี่ยนยางคู่ใหม่ทันที เพราะมันช่วยชีวิตเราได้ในเสี้ยววินาทีฉุกเฉิน
ลมยาง เช็กแรงดันลมยางในขณะที่ยางยังเย็นให้ตรงตามสเปกคู่มือรถ หรือปรับเพิ่มเล็กน้อยหากมีคนซ้อนและสัมภาระเต็มพิกัด ลมยางที่ถูกต้องจะช่วยให้รถทรงตัวดีและไม่กินยางจนผิดปกติ แถมช่วยยืดอายุการใช้งานของยางได้เล็กน้อยอีกด้วย
MICHELIN เพื่อนร่วมทางที่รู้ใจสายไบค์เกอร์ Adventure, Touring และ Cruiser
เมื่อใดที่ไบค์เกอร์คิดอยากจะพาตัวเองไปพิชิตเส้นทางในฝัน โดยเฉพาะกับรถสไตล์ Adventure ที่เกิดมาเพื่อพิชิตความท้าทาย แถมยังต้องพร้อมรับมือกับสภาพถนนที่หลากหลาย ทั้งทางลาดยางเรียบกริบ ทางคอนกรีตที่ไม่ค่อยจะเรียบ หรือบางจังหวะใจมันเรียกร้องให้เลี้ยวลงทางลูกรังเพื่อไปหาจุดกางเต็นท์ลับๆ การเลือกยางที่ใช่ จึงไม่ใช่แค่เรื่องสมรรถนะ แต่คือความเชื่อมั่นที่จะพาเราไปถึงจุดหมายและกลับบ้านอย่างปลอดภัยในทุกทริป
สำหรับใครที่เป็นสายลุย MICHELIN เองก็เข้าใจถึงหัวอกของคนที่รักการผจญภัยเป็นอย่างดี จึงพัฒนายางตระกูล Anakee ออกมาตอบโจทย์ที่แตกต่างกัน
สายทางดำที่ขอซนบ้าง (80% On-Road / 20% Off-Road)
หากการออกทริปส่วนใหญ่ของคุณคือการขี่รถคู่ใจบนถนนลาดยาง เน้นทำความเร็วเข้าโค้งสนุกเหมือนรถสปอร์ต แต่สุดสัปดาห์อยากเลี้ยวลงทางฝุ่นหรือหินลอยเบาๆ พอให้ได้รสชาติ MICHELIN Anakee Adventure คือเนื้อคู่ที่ตามหา โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี 2CT+ (Two Compound Technology) และสูตรเนื้อยางซิลิกาเข้มข้นที่ให้การยึดเกาะถนนเปียกเป็นเลิศ มั่นใจทุกองศาการแบนโค้งบนเขา แต่ก็ยังมีลายดอกยางที่ออกแบบมาให้ตะกุยดินได้ดีพอตัว แถมรีดน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ต้องเจอทางเปียกสายลุยตัวจริงไม่อิงนิยาย (50% On-Road / 50% Off-Road
สำหรับคนที่เห็นทางดินแล้วอยากพาแอดเวนเจอร์ไบค์คันเก่งไปบุกป่าฝ่าดง ลุยโคลน หรือข้ามห้วย MICHELIN Anakee Wild คือคำตอบสุดท้าย ด้วยดอกยางแบบบั้งลึกที่ออกแบบมาเพื่อการสลัดโคลนและตะกุยดินโดยเฉพาะ แต่ทีเด็ดคือเทคโนโลยี Radial-X ที่ทำให้ยางรุ่นนี้ยังคงเสถียรภาพการทรงตัวที่ดีเยี่ยมบนถนนดำ ไม่ร่อน ไม่ย้วย เมื่อต้องวิ่งทำความเร็วข้ามจังหวัดเพื่อไปยังปากทางเข้าป่า แถมโครงสร้างและเนื้อยางยังมีทนทานต่อการบาดตำได้ดีอีกด้วย

สาย Touring: ราชาแห่งถนนเปียก ต้องยกให้ตระกูล Road
สำหรับไบค์เกอร์สายเดินทางไกลที่เน้นขี่บนถนนดำเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นรถ Sport Touring หรือ Naked Bike สิ่งที่ต้องการที่สุดคือความนุ่มนวล อายุการใช้งานที่ยาวนาน และความปลอดภัยเมื่อต้องเจอกับฝนตกกลางทาง
MICHELIN Road 6 ตอบโจทย์สายถนนได้เยี่ยม
นี่คือยางมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับการยอมรับจากนักเดินทางทั่วโลกว่าเป็น The King of Wet Grip ด้วยการออกแบบดอกยางและร่องรีดน้ำที่เป็นเอกลักษณ์ ผสานกับเนื้อยาง Silica สูตรพิเศษ ทำให้ยึดเกาะถนนเปียกได้หนึบอย่างเหลือเชื่อด้วยเทคโนโลยี Evergrip ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขี่ฝ่าพายุฝน และยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นตามปรัชญา Performance Made to Last ให้สมรรถนะที่ดีตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่ดอกยางใกล้หมด เหมาะกับรถทัวร์ริ่งทุกขนาดที่เน้นความปลอดภัยสูงสุด

สาย Cruiser: หล่อ เท่ ทนทาน ต้องตระกูล Commander
ชาว Cruiser, Chopper หรือ Custom Bike ที่หลงใหลในเสียงเครื่องยนต์ V-Twin ความจุมากกว่า 1,000 ซีซี ที่มีแรงม้าและแรงบิดมหาศาล เป็นสาเหตุให้เจ้าของรถต้องการยางมอเตอร์ไซค์ที่สามารถรองรับน้ำหนักรถได้ดี ให้ความนิ่งเสถียร และที่สำคัญต้องสวยเท่เข้ากับตัวรถด้วย
MICHELIN Commander III
แบ่งออกเป็นรุ่น Cruiser และ Touring เพื่อให้เหมาะกับน้ำหนักและประเภทของรถ ออกแบบมาเพื่อรับมือกับแรงบิดมหาศาลโดยเฉพาะ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Aramid Shield ที่เสริมความแข็งแกร่งให้หน้ายาง ช่วยให้หน้าสัมผัสคงที่ไม่ขยายตัวเมื่อใช้ความเร็วสูง รถจึงนิ่งไม่ส่าย และจุดเด่นที่ขาดไม่ได้คือเนื้อยางที่ใช้เทคโนโลยี MICHELIN Silica ที่ขึ้นชื่อเรื่องการยึดเกาะถนนในทางเปียกได้ดี พร้อมให้อายุการใช้งานที่ยาวนานระดับแถวหน้าของวงการ
ไม่ว่าจุดหมายปลายทางจะเป็นยอดดอยสูงเสียดฟ้าหรือเส้นทางคดเคี้ยวแค่ไหน ความสวยงามระหว่างทางย่อมมาพร้อมกับความไม่ประมาท การเตรียมความพร้อมทั้งทักษะการขับขี่และสภาพรถคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด โดยเฉพาะยางที่เปรียบเสมือนหัวใจของการยึดเกาะในทุกสภาพถนน
ให้ยางมอเตอร์ไซค์ MICHELIN เป็นเพื่อนร่วมทางที่ช่วยเติมเต็มความมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นตระกูล Anakee สำหรับสายลุย หรือตระกูล Road และ Commander สำหรับสายเดินทาง เพียงเลือกยางรถสองล้อคู่ใจให้เหมาะกับเส้นทาง แล้วออกไปสัมผัสลมหนาวให้เต็มปอด เพื่อให้ทริปขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวของคุณเต็มไปด้วยความทรงจำที่น่าประทับใจและความปลอดภัยตลอดการเดินทาง







