ค้นหาตัวแทนจำหน่าย

อัตราสิ้นเปลืองรถไฟฟ้าคืออะไร ช่วยให้รถ EV วิ่งไกลขึ้นได้อย่างไร

สิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคที่กำลังมองหารถไฟฟ้าคันใหม่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งก็คือ "ระยะทางวิ่ง" ที่รถสามารถทำได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งถือเป็นอีกหัวใจสำคัญที่บ่งชี้ถึงความสะดวกสบายและความคล่องตัวในการใช้งาน หลายคนจึงเริ่มมองหาข้อมูลเกี่ยวกับอัตราสิ้นเปลืองรถไฟฟ้าเพื่อประกอบการตัดสินใจ

ความเข้าใจเรื่องอัตราสิ้นเปลืองพลังงานของรถไฟฟ้าไม่เพียงแต่ช่วยให้เราทราบว่ารถอีวีแต่ละรุ่นสามารถวิ่งได้ไกลแค่ไหน แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อระยะทางที่รถ EV สามารถวิ่งได้จริง ไม่ว่าจะเป็นขนาดของแบตเตอรี่ ประสิทธิภาพของมอเตอร์ ลักษณะการขับขี่ ยางที่ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงสภาพแวดล้อมภายนอก

บทความนี้จะเจาะลึกถึงความหมายของอัตราสิ้นเปลืองในบริบทของรถยนต์ไฟฟ้า และจะพาคุณไปสำรวจว่ามีปัจจัยอะไรอีกบ้างที่มีส่วนช่วยให้รถ EV วิ่งได้ไกลขึ้น เพื่อให้คุณสามารถเลือกและใช้งานรถไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด

liv mich pilotsportev closeup master v04 njo

อัตราสิ้นเปลืองรถไฟฟ้าคืออะไร มีวิธีคำนวณอย่างไร

ในโลกของยานยนต์ไฟฟ้า คำว่า "อัตราสิ้นเปลือง" อาจฟังดูแตกต่างจากรถยนต์สันดาปภายในที่เราคุ้นเคยที่ใช้หน่วยกิโลเมตรต่อลิตร (km/L) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแล้วอัตราสิ้นเปลืองรถไฟฟ้าคือการวัดประสิทธิภาพการใช้พลังงานของรถยนต์ไฟฟ้า โดยบอกว่ารถใช้พลังงานไฟฟ้าไปเท่าไหร่ในการวิ่งเป็นระยะทางที่กำหนด หรือในทางกลับกัน หากรู้ว่าใช้พลังงานไฟฟ้าไปกี่หน่วยก็จะทราบได้ว่ารถอีวีคันนั้นวิ่งไปได้ไกลแค่ไหน โดยหน่วยที่นิยมใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันคือ กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร (kWh/100 km) ซึ่งเป็นสิ่งที่บอกว่ารถใช้พลังงานไฟฟ้าไปกี่กิโลวัตต์-ชั่วโมง เพื่อให้วิ่งได้ระยะทาง 100 กิโลเมตร ยิ่งรถอีวีคันใดมีตัวเลขนี้ต่ำเท่าไร ยิ่งแสดงว่ารถคันนั้นประหยัดไฟฟ้าได้ดีขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีหน่วยที่อาจพบเห็นได้บ้างในบางประเทศหรือจากผู้ผลิตบางราย เช่น Wh/km (วัตต์-ชั่วโมงต่อกิโลเมตร) หรือ ไมล์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (miles/kWh) ซึ่งเป็นการบอกว่าใน 1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง รถสามารถวิ่งได้ระยะทางเท่าไหร่ ซึ่งในทางกลับกัน ยิ่งตัวเลขนี้สูง ยิ่งแสดงว่ารถประหยัดพลังงานได้ดีนั่นเอง

วิธีการคำนวณอัตราสิ้นเปลืองรถไฟฟ้า

การคำนวณอัตราสิ้นเปลืองรถไฟฟ้าแบบง่ายๆ สามารถทำได้โดยใช้ข้อมูลจากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและระยะทางที่วิ่งได้จริง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจะระบุความจุแบตเตอรี่ของรถเป็นหน่วยกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) และระบุระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้งตามมาตรฐานการทดสอบต่างๆ เช่น WLTP (Worldwide Harmonised Light Vehicle Test Procedure) หรือ NEDC (New European Driving Cycle) ที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในไทย

สูตรการคำนวณอย่างง่าย

อัตราสิ้นเปลือง (kWh/100 km) = ระยะทางวิ่งสูงสุด (km) หาร ความจุแบตเตอรี่ทั้งหมด (kWh)​ จากนั้น คูณด้วย 100

ตัวอย่างที่ 1: Tesla Model 3 Long Range

  • ความจุแบตเตอรี่: ประมาณ 75 kWh 

  • ระยะทางวิ่งสูงสุด (WLTP): ประมาณ 629 km 

  • อัตราสิ้นเปลือง (kWh/100 km) = 629 (km) หาร 75 (kWh)​ จากนั้นคูณด้วย 100 จะได้อัตราสิ้นเปลืองออกมาที่ 11.92 kWh/100 km

240626 4w vehicletype ev

วิธีคำนวณอัตราสิ้นเปลืองรถไฟฟ้า (กิโลเมตรต่อไฟฟ้า 1 หน่วย)

เพื่อให้ผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าสามารถเข้าใจและเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับการคำนวณแบบ "ระยะทางต่อพลังงานที่ใช้ไป" หรือ “กิโลเมตรต่อลิตร” เหมือนรถยนต์สันดาปภายใน เราสามารถแปลงหน่วยอัตราสิ้นเปลืองรถไฟฟ้าให้เป็น กิโลเมตรต่อไฟฟ้า 1 หน่วย ได้เช่นกัน ซึ่งไฟฟ้า 1 หน่วย คือ 1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) นั่นเอง ยิ่งตัวเลขกิโลเมตรต่อหน่วยสูงเท่าไหร่ ยิ่งแสดงว่ารถคันนั้นประหยัดพลังงานได้ดีและวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้นต่อการใช้ไฟฟ้า 1 หน่วย

​​การคำนวณจะใช้ข้อมูลจากระยะทางวิ่งสูงสุดที่รถสามารถทำได้ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง และขนาดความจุของแบตเตอรี่ (กิโลวัตต์-ชั่วโมง หรือ kWh)โดยมีสูตรดังนี้ กิโลเมตรต่อไฟฟ้า 1 หน่วย (km/kWh) = ระยะทางวิ่งสูงสุด (km) หาร ความจุแบตเตอรี่ทั้งหมด (kWh)​

ตารางอัตราสิ้นเปลืองรถไฟฟ้า (กิโลเมตรต่อไฟฟ้า 1 หน่วย) ของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีจำหน่ายในไทย

เราจะพาคุณไปดูข้อมูลความจุแบตเตอรี่และระยะทางวิ่งที่รถไฟฟ้าแต่ละรุ่นทำได้ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นย่อยและปีที่ผลิต คุณควรตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องจากผู้จำหน่ายหรือเอกสารอย่างเป็นทางการของรถยนต์รุ่นนั้นๆ อีกครั้ง ทั้งนี้เราจะนำเสนอค่า WLTP ที่ให้ค่าที่ใกล้เคียงการใช้งานจริงมากกว่า NEDC ที่ผู้ผลิตนิยมนำเสนอเวลาทำการตลาดรถอีวีรุ่นใหม่ของพวกเขา

รุ่นรถยนต์ไฟฟ้า 
ความจุแบตเตอรี่ (kWh) 
ระยะทางวิ่ง (WLTP) (km) 
กิโลเมตร/ไฟฟ้า 1 หน่วย (WLTP) (km/kWh) 
BYD Dolphin (Extended Range) 
60.48 
427 
7.06 
BYD Atto 3 (Extended Range) 
60.48 
420 
6.95 
BYD Sea Lion 07 (RWD) 
82.56 
482 
5.84 
BYD Seal (RWD Long Range) 
82.56 
570 
6.90 
BYD M6 (Standard Range) 
55.4 
370 
6.68 
Tesla Model 3 (Long Range) 
75 
629 
8.39 
Tesla Model Y (Long Range) 
75 
551 
7.35 
MG4 Electric (Long Range) 
64 
450 
7.03 
AION Y Plus (490) 
63.2 
430 
6.80 
Aion Hyptec HT 
93 
520 
5.59 
Geely EX5 
53 
460 
8.68 
Xpeng G6 (Long Range) 
87.5 
570 
6.51 
Xpeng X9 
84.5 
480 
5.68 
Changan Deepal S07 
79.97 
475 
5.94 


วิธีคำนวณค่าใช้จ่ายในการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (บาทต่อกิโลเมตร)

หากคุณกำลังวางแผนที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่อยู่ รวมถึงอยากรู้ว่าในแต่ละวันหรือแต่ละเดือนจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าไปเท่าไรนั้น เราจะเริ่มด้วยการนำค่าไฟฟ้าที่ใช้ในการชาร์จ (คิดเป็นบาท) มาหารด้วยระยะทางที่รถวิ่งได้จริง (เป็นกิโลเมตร) เพื่อให้ได้ตัวเลขค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อกิโลเมตร ซึ่งจะช่วยให้คุณเปรียบเทียบกับรถยนต์สันดาปได้ง่ายขึ้น

1. ทราบอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วย: ตรวจสอบอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วย (บาทต่อ kWh) จากบิลค่าไฟที่บ้านของคุณ หรืออัตราค่าบริการจากสถานีชาร์จสาธารณะ โดยปกติแล้ว ค่าไฟบ้านจะถูกกว่าค่าชาร์จจากสถานีสาธารณะ

2. ทราบอัตราสิ้นเปลืองของรถไฟฟ้า: ใช้ค่า กิโลเมตรต่อไฟฟ้า 1 หน่วย (km/kWh) ของรถคุณ ซึ่งได้จากตารางคำนวณก่อนหน้านี้ หรือจากข้อมูลสเปกรถที่ผู้ผลิตระบุไว้ ยิ่งรถของคุณวิ่งได้กิโลเมตรต่อ kWh มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งประหยัดค่าไฟมากขึ้นเท่านั้น

3. คำนวณค่าใช้จ่าย: นำอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วย (บาท/kWh) มาหารด้วยอัตราสิ้นเปลืองของรถ (km/kWh) คุณก็จะได้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเป็น บาทต่อกิโลเมตร

สำหรับสูตรคำนวณสามารถคิดตามได้ไม่ยากดังนี้

ค่าใช้จ่าย (บาท/กม.) = อัตราสิ้นเปลืองรถไฟฟ้า (km/kWh) หารด้วยอัตราค่าไฟฟ้า (บาท/kWh)​

ตัวอย่างการคำนวณ:

  • สมมติว่าค่าไฟฟ้าที่บ้านอยู่ที่ 4.50 บาท/kWh

  • รถของคุณมีอัตราสิ้นเปลืองไฟฟ้าที่ 7 กม./kWh

  • ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร = 4.50 บาท/kWh ÷ 7 กม./kWh = 0.64 บาท/กม.

ยางรถยนต์ MICHELIN ที่เหมาะกับ สไตล์และรูปแบบการใช้งานของคุณ

เข้าถึงยางรถยนต์ MICHELIN รุ่นต่างๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่
  • MICHELIN PRIMACY 5

    ยางสำหรับฤดูร้อน
  • MICHELIN PILOT SPORT 5

    ยางสำหรับฤดูร้อน
    ทะยานให้สุดเต็มสมรรถนะ พร้อมความมั่นใจที่ไกลกว่า
  • MICHELIN PILOT SPORT 4 S

    ยางสำหรับฤดูร้อน
    ขับสนุกควบคุมดั่งใจมั่นใจแม้เวลาเปลี่ยน
  • MICHELIN PRIMACY SUV+

    ยางสำหรับฤดูร้อน
    ปลอดภัย มั่นใจ แม้เวลาเปลี่ยน เพื่อคุณและคนที่คุณรักออกแบบมาเพื่อที่สุดประสบการณ์ขับขี่ให้กับรถ SUV ของคุณ
  • MICHELIN LTX TRAIL

    ยางสำหรับฤดูร้อน
    พร้อมเสมอ! สู่ทุกจุดหมาย มั่นใจได้ในทุกการเดินทางบนทุกสภาพถนน

4 วิธีที่ช่วยให้รถไฟฟ้า (EV) ของคุณวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้น

เพื่อช่วยให้คุณสามารถใช้รถอีวีคันโปรดได้อย่างประหยัดคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยยืดอายุของแบตเตอรี่ให้มีประสิทธิภาพที่ดีในระยะยาว มิชลินจะมาบอก 4 วิธีในการทำให้รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้ระยะทางที่ไกลขึ้น

1. ขับขี่นุ่มนวล ไม่เร่งด้วยความรุนแรง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการขับขี่ถือเป็นปัจจัยแรกที่มีความสำคัญมาก เพราะการเร่งด้วยความรุนแรงและบ่อยครั้ง จะยิ่งทำให้รถยนต์ไฟฟ้าของคุณดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้รถเหลือระยะทางวิ่งได้น้อยลง แต่หากเปลี่ยนมาขับออกตัวอย่างนุ่มนวล หรือขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ไม่มากเกินระดับกฎหมายที่กำหนด ก็จะช่วยให้อัตราสิ้นเปลืองออกมาดีมีความใกล้เคียงกับระยะทางที่ผู้ผลิตระบุไว้ในโบรชัวร์

2. ตรวจสอบระดับลมยางของรถอย่างสม่ำเสมอ

แรงดันลมยางของรถยนต์ไฟฟ้านับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะทางโดยเฉลี่ยที่รถยนต์ไฟฟ้าสามารถวิ่งได้เช่นกัน นั่นก็เพราะว่าการขับรถที่มีระดับแรงดันลมยางอ่อนกว่าที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระบุไว้ที่ป้ายข้างประตูฝั่งผู้ขับขี่ จะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองพลังงานอย่างไม่จำเป็น เนื่องจากรถต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการหมุนล้อและยาง แถมยังไม่รวมถึงยางที่ลมยางอ่อนนั้นจะมีการสึกหรอเร็วกว่าปกติอีกด้วย

3. ลดน้ำหนักบรรทุกและแรงต้านทานที่ไม่จำเป็น

หากคุณเป็นคนที่ชอบเตรียมข้าวของสำคัญต่างๆ ไว้ในรถ เช่น รองเท้า เสื้อผ้า หรืออะไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อระยะทางที่รถยนต์ไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ เพราะยิ่งมีน้ำหนักบรรทุกในรถมากขึ้นเท่าไร ยิ่งต้องใช้พลังงานในการเคลื่อนที่มากขึ้น จึงทำให้ระยะทางที่สามารถวิ่งได้สั้นลงนั่นเอง ดังนั้น คุณควรนำสิ่งของที่ไม่จำเป็นทั้งที่อยู่ในรถหรือท้ายรถออกไปบ้าง

ไม่เพียงแต่สิ่งของในรถเท่านั้นที่ทำให้รถอีวีของคุณวิ่งได้น้อยลง แต่อุปกรณ์ติดตั้งภายนอก เช่น แร็คหลังคา ที่ขนจักรยาน และสิ่งของอื่นๆ ก็เป็นตัวการที่เพิ่มแรงต้านอากาศและทำให้รถต้องใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น เราแนะนำว่าหากคุณไม่ได้เดินทางไปท่องเที่ยว ก็ควรจะถอดอุปกรณ์เสริมภายนอกออกเพื่อลดภาระและช่วยให้รถใช้พลังงานได้อย่างประหยัดมากยิ่งขึ้น

4. เลือกใช้ยางรถยนต์ที่เหมาะสม

ยางที่เหมาะสมกับรถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่ช่วยให้รถอีวีวิ่งได้ในระยะทางที่ไกลขึ้น เพราะยางมีส่วนช่วยในเรื่องการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เราเรียกว่าแรงต้านการหมุน เมื่อคุณต้องการให้ยางหมุนจะต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ อธิบายง่ายๆ ก็คือหากมีแรงต้านการหมุนต่ำลง คุณจะสามารถขับรถยนต์ไฟฟ้าของคุณได้ระยะทางมากขึ้น

ทั้งนี้ มิชลินยังคำนึงถึงเรื่องแรงต้านการหมุนเป็นหัวใจหลักในการออกแบบยางรถยนต์ของเรา เพื่อให้มั่นใจได้ว่ายางมิชลินทุกรุ่นรองรับการใช้งานกับรถยนต์ไฟฟ้าที่มีจำหน่ายได้อย่างดีเยี่ยมครบทุกมิติ

สำหรับใครที่กำลังมองหายางรถยนต์ที่ให้ความนุ่มเงียบและซับแรงสะเทือนได้ดี MICHELIN PRIMACY 5 คือตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะเนื้อยางสูตรใหม่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดแรงต้านทานการหมุนของยางได้สูงสุดถึง 13%(1) เมื่อเทียบกับยางพรีเมียมระดับเดียวกันของแบรนด์อื่นๆ

เนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการขับขี่และดูแลรักษารถเก๋ง รถกระบะ รถเอสยูวี และรถอื่นๆ

ข้อกฎหมาย:

ข้อกฎหมาย:

(1) ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง: การทดสอบแรงต้านทานการหมุนของยางล้อจัดทำด้วยเครื่องจักรโดยสถาบันยานยนต์ ตามคำขอของมิชลิน ณ ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (Automotive and Tyre Testing, Research and Innovation Center: ATTRIC) จังหวัดฉะเชิงเทรา ประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 โดยใช้ยางขนาด 255/50R17 ผลทดสอบพบว่า ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5’ มีแรงต้านทานการหมุนของยางล้อดีกว่ายางระดับพรีเมียมแบรนด์อื่นๆ ถึง 13%