ความเข้าใจเรื่องอัตราสิ้นเปลืองพลังงานของรถไฟฟ้าไม่เพียงแต่ช่วยให้เราทราบว่ารถอีวีแต่ละรุ่นสามารถวิ่งได้ไกลแค่ไหน แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อระยะทางที่รถ EV สามารถวิ่งได้จริง ไม่ว่าจะเป็นขนาดของแบตเตอรี่ ประสิทธิภาพของมอเตอร์ ลักษณะการขับขี่ ยางที่ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงสภาพแวดล้อมภายนอก
บทความนี้จะเจาะลึกถึงความหมายของอัตราสิ้นเปลืองในบริบทของรถยนต์ไฟฟ้า และจะพาคุณไปสำรวจว่ามีปัจจัยอะไรอีกบ้างที่มีส่วนช่วยให้รถ EV วิ่งได้ไกลขึ้น เพื่อให้คุณสามารถเลือกและใช้งานรถไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด

อัตราสิ้นเปลืองรถไฟฟ้าคืออะไร มีวิธีคำนวณอย่างไร
ในโลกของยานยนต์ไฟฟ้า คำว่า "อัตราสิ้นเปลือง" อาจฟังดูแตกต่างจากรถยนต์สันดาปภายในที่เราคุ้นเคยที่ใช้หน่วยกิโลเมตรต่อลิตร (km/L) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแล้วอัตราสิ้นเปลืองรถไฟฟ้าคือการวัดประสิทธิภาพการใช้พลังงานของรถยนต์ไฟฟ้า โดยบอกว่ารถใช้พลังงานไฟฟ้าไปเท่าไหร่ในการวิ่งเป็นระยะทางที่กำหนด หรือในทางกลับกัน หากรู้ว่าใช้พลังงานไฟฟ้าไปกี่หน่วยก็จะทราบได้ว่ารถอีวีคันนั้นวิ่งไปได้ไกลแค่ไหน โดยหน่วยที่นิยมใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันคือ กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร (kWh/100 km) ซึ่งเป็นสิ่งที่บอกว่ารถใช้พลังงานไฟฟ้าไปกี่กิโลวัตต์-ชั่วโมง เพื่อให้วิ่งได้ระยะทาง 100 กิโลเมตร ยิ่งรถอีวีคันใดมีตัวเลขนี้ต่ำเท่าไร ยิ่งแสดงว่ารถคันนั้นประหยัดไฟฟ้าได้ดีขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีหน่วยที่อาจพบเห็นได้บ้างในบางประเทศหรือจากผู้ผลิตบางราย เช่น Wh/km (วัตต์-ชั่วโมงต่อกิโลเมตร) หรือ ไมล์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (miles/kWh) ซึ่งเป็นการบอกว่าใน 1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง รถสามารถวิ่งได้ระยะทางเท่าไหร่ ซึ่งในทางกลับกัน ยิ่งตัวเลขนี้สูง ยิ่งแสดงว่ารถประหยัดพลังงานได้ดีนั่นเอง
วิธีการคำนวณอัตราสิ้นเปลืองรถไฟฟ้า
การคำนวณอัตราสิ้นเปลืองรถไฟฟ้าแบบง่ายๆ สามารถทำได้โดยใช้ข้อมูลจากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและระยะทางที่วิ่งได้จริง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจะระบุความจุแบตเตอรี่ของรถเป็นหน่วยกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) และระบุระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้งตามมาตรฐานการทดสอบต่างๆ เช่น WLTP (Worldwide Harmonised Light Vehicle Test Procedure) หรือ NEDC (New European Driving Cycle) ที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในไทย
สูตรการคำนวณอย่างง่าย
อัตราสิ้นเปลือง (kWh/100 km) = ระยะทางวิ่งสูงสุด (km) หาร ความจุแบตเตอรี่ทั้งหมด (kWh) จากนั้น คูณด้วย 100
ตัวอย่างที่ 1: Tesla Model 3 Long Range
ความจุแบตเตอรี่: ประมาณ 75 kWh
ระยะทางวิ่งสูงสุด (WLTP): ประมาณ 629 km
อัตราสิ้นเปลือง (kWh/100 km) = 629 (km) หาร 75 (kWh) จากนั้นคูณด้วย 100 จะได้อัตราสิ้นเปลืองออกมาที่ 11.92 kWh/100 km

วิธีคำนวณอัตราสิ้นเปลืองรถไฟฟ้า (กิโลเมตรต่อไฟฟ้า 1 หน่วย)
เพื่อให้ผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าสามารถเข้าใจและเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับการคำนวณแบบ "ระยะทางต่อพลังงานที่ใช้ไป" หรือ “กิโลเมตรต่อลิตร” เหมือนรถยนต์สันดาปภายใน เราสามารถแปลงหน่วยอัตราสิ้นเปลืองรถไฟฟ้าให้เป็น กิโลเมตรต่อไฟฟ้า 1 หน่วย ได้เช่นกัน ซึ่งไฟฟ้า 1 หน่วย คือ 1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) นั่นเอง ยิ่งตัวเลขกิโลเมตรต่อหน่วยสูงเท่าไหร่ ยิ่งแสดงว่ารถคันนั้นประหยัดพลังงานได้ดีและวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้นต่อการใช้ไฟฟ้า 1 หน่วย
การคำนวณจะใช้ข้อมูลจากระยะทางวิ่งสูงสุดที่รถสามารถทำได้ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง และขนาดความจุของแบตเตอรี่ (กิโลวัตต์-ชั่วโมง หรือ kWh)โดยมีสูตรดังนี้ กิโลเมตรต่อไฟฟ้า 1 หน่วย (km/kWh) = ระยะทางวิ่งสูงสุด (km) หาร ความจุแบตเตอรี่ทั้งหมด (kWh)
ตารางอัตราสิ้นเปลืองรถไฟฟ้า (กิโลเมตรต่อไฟฟ้า 1 หน่วย) ของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีจำหน่ายในไทย
เราจะพาคุณไปดูข้อมูลความจุแบตเตอรี่และระยะทางวิ่งที่รถไฟฟ้าแต่ละรุ่นทำได้ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นย่อยและปีที่ผลิต คุณควรตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องจากผู้จำหน่ายหรือเอกสารอย่างเป็นทางการของรถยนต์รุ่นนั้นๆ อีกครั้ง ทั้งนี้เราจะนำเสนอค่า WLTP ที่ให้ค่าที่ใกล้เคียงการใช้งานจริงมากกว่า NEDC ที่ผู้ผลิตนิยมนำเสนอเวลาทำการตลาดรถอีวีรุ่นใหม่ของพวกเขา
รุ่นรถยนต์ไฟฟ้า | ความจุแบตเตอรี่ (kWh) | ระยะทางวิ่ง (WLTP) (km) | กิโลเมตร/ไฟฟ้า 1 หน่วย (WLTP) (km/kWh) |
BYD Dolphin (Extended Range) | 60.48 | 427 | 7.06 |
BYD Atto 3 (Extended Range) | 60.48 | 420 | 6.95 |
BYD Sea Lion 07 (RWD) | 82.56 | 482 | 5.84 |
BYD Seal (RWD Long Range) | 82.56 | 570 | 6.90 |
BYD M6 (Standard Range) | 55.4 | 370 | 6.68 |
Tesla Model 3 (Long Range) | 75 | 629 | 8.39 |
Tesla Model Y (Long Range) | 75 | 551 | 7.35 |
MG4 Electric (Long Range) | 64 | 450 | 7.03 |
AION Y Plus (490) | 63.2 | 430 | 6.80 |
Aion Hyptec HT | 93 | 520 | 5.59 |
Geely EX5 | 53 | 460 | 8.68 |
Xpeng G6 (Long Range) | 87.5 | 570 | 6.51 |
Xpeng X9 | 84.5 | 480 | 5.68 |
Changan Deepal S07 | 79.97 | 475 | 5.94 |
วิธีคำนวณค่าใช้จ่ายในการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (บาทต่อกิโลเมตร)
หากคุณกำลังวางแผนที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่อยู่ รวมถึงอยากรู้ว่าในแต่ละวันหรือแต่ละเดือนจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าไปเท่าไรนั้น เราจะเริ่มด้วยการนำค่าไฟฟ้าที่ใช้ในการชาร์จ (คิดเป็นบาท) มาหารด้วยระยะทางที่รถวิ่งได้จริง (เป็นกิโลเมตร) เพื่อให้ได้ตัวเลขค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อกิโลเมตร ซึ่งจะช่วยให้คุณเปรียบเทียบกับรถยนต์สันดาปได้ง่ายขึ้น
1. ทราบอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วย: ตรวจสอบอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วย (บาทต่อ kWh) จากบิลค่าไฟที่บ้านของคุณ หรืออัตราค่าบริการจากสถานีชาร์จสาธารณะ โดยปกติแล้ว ค่าไฟบ้านจะถูกกว่าค่าชาร์จจากสถานีสาธารณะ
2. ทราบอัตราสิ้นเปลืองของรถไฟฟ้า: ใช้ค่า กิโลเมตรต่อไฟฟ้า 1 หน่วย (km/kWh) ของรถคุณ ซึ่งได้จากตารางคำนวณก่อนหน้านี้ หรือจากข้อมูลสเปกรถที่ผู้ผลิตระบุไว้ ยิ่งรถของคุณวิ่งได้กิโลเมตรต่อ kWh มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งประหยัดค่าไฟมากขึ้นเท่านั้น
3. คำนวณค่าใช้จ่าย: นำอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วย (บาท/kWh) มาหารด้วยอัตราสิ้นเปลืองของรถ (km/kWh) คุณก็จะได้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเป็น บาทต่อกิโลเมตร
สำหรับสูตรคำนวณสามารถคิดตามได้ไม่ยากดังนี้
ค่าใช้จ่าย (บาท/กม.) = อัตราสิ้นเปลืองรถไฟฟ้า (km/kWh) หารด้วยอัตราค่าไฟฟ้า (บาท/kWh)
ตัวอย่างการคำนวณ:
สมมติว่าค่าไฟฟ้าที่บ้านอยู่ที่ 4.50 บาท/kWh
รถของคุณมีอัตราสิ้นเปลืองไฟฟ้าที่ 7 กม./kWh
ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร = 4.50 บาท/kWh ÷ 7 กม./kWh = 0.64 บาท/กม.
ยางรถยนต์ MICHELIN ที่เหมาะกับ สไตล์และรูปแบบการใช้งานของคุณ
4 วิธีที่ช่วยให้รถไฟฟ้า (EV) ของคุณวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้น
เพื่อช่วยให้คุณสามารถใช้รถอีวีคันโปรดได้อย่างประหยัดคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยยืดอายุของแบตเตอรี่ให้มีประสิทธิภาพที่ดีในระยะยาว มิชลินจะมาบอก 4 วิธีในการทำให้รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้ระยะทางที่ไกลขึ้น
1. ขับขี่นุ่มนวล ไม่เร่งด้วยความรุนแรง
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการขับขี่ถือเป็นปัจจัยแรกที่มีความสำคัญมาก เพราะการเร่งด้วยความรุนแรงและบ่อยครั้ง จะยิ่งทำให้รถยนต์ไฟฟ้าของคุณดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้รถเหลือระยะทางวิ่งได้น้อยลง แต่หากเปลี่ยนมาขับออกตัวอย่างนุ่มนวล หรือขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ไม่มากเกินระดับกฎหมายที่กำหนด ก็จะช่วยให้อัตราสิ้นเปลืองออกมาดีมีความใกล้เคียงกับระยะทางที่ผู้ผลิตระบุไว้ในโบรชัวร์
2. ตรวจสอบระดับลมยางของรถอย่างสม่ำเสมอ
แรงดันลมยางของรถยนต์ไฟฟ้านับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะทางโดยเฉลี่ยที่รถยนต์ไฟฟ้าสามารถวิ่งได้เช่นกัน นั่นก็เพราะว่าการขับรถที่มีระดับแรงดันลมยางอ่อนกว่าที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระบุไว้ที่ป้ายข้างประตูฝั่งผู้ขับขี่ จะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองพลังงานอย่างไม่จำเป็น เนื่องจากรถต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการหมุนล้อและยาง แถมยังไม่รวมถึงยางที่ลมยางอ่อนนั้นจะมีการสึกหรอเร็วกว่าปกติอีกด้วย
3. ลดน้ำหนักบรรทุกและแรงต้านทานที่ไม่จำเป็น
หากคุณเป็นคนที่ชอบเตรียมข้าวของสำคัญต่างๆ ไว้ในรถ เช่น รองเท้า เสื้อผ้า หรืออะไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อระยะทางที่รถยนต์ไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ เพราะยิ่งมีน้ำหนักบรรทุกในรถมากขึ้นเท่าไร ยิ่งต้องใช้พลังงานในการเคลื่อนที่มากขึ้น จึงทำให้ระยะทางที่สามารถวิ่งได้สั้นลงนั่นเอง ดังนั้น คุณควรนำสิ่งของที่ไม่จำเป็นทั้งที่อยู่ในรถหรือท้ายรถออกไปบ้าง
ไม่เพียงแต่สิ่งของในรถเท่านั้นที่ทำให้รถอีวีของคุณวิ่งได้น้อยลง แต่อุปกรณ์ติดตั้งภายนอก เช่น แร็คหลังคา ที่ขนจักรยาน และสิ่งของอื่นๆ ก็เป็นตัวการที่เพิ่มแรงต้านอากาศและทำให้รถต้องใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น เราแนะนำว่าหากคุณไม่ได้เดินทางไปท่องเที่ยว ก็ควรจะถอดอุปกรณ์เสริมภายนอกออกเพื่อลดภาระและช่วยให้รถใช้พลังงานได้อย่างประหยัดมากยิ่งขึ้น
4. เลือกใช้ยางรถยนต์ที่เหมาะสม
ยางที่เหมาะสมกับรถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่ช่วยให้รถอีวีวิ่งได้ในระยะทางที่ไกลขึ้น เพราะยางมีส่วนช่วยในเรื่องการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เราเรียกว่าแรงต้านการหมุน เมื่อคุณต้องการให้ยางหมุนจะต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ อธิบายง่ายๆ ก็คือหากมีแรงต้านการหมุนต่ำลง คุณจะสามารถขับรถยนต์ไฟฟ้าของคุณได้ระยะทางมากขึ้น
ทั้งนี้ มิชลินยังคำนึงถึงเรื่องแรงต้านการหมุนเป็นหัวใจหลักในการออกแบบยางรถยนต์ของเรา เพื่อให้มั่นใจได้ว่ายางมิชลินทุกรุ่นรองรับการใช้งานกับรถยนต์ไฟฟ้าที่มีจำหน่ายได้อย่างดีเยี่ยมครบทุกมิติ
สำหรับใครที่กำลังมองหายางรถยนต์ที่ให้ความนุ่มเงียบและซับแรงสะเทือนได้ดี MICHELIN PRIMACY 5 คือตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะเนื้อยางสูตรใหม่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดแรงต้านทานการหมุนของยางได้สูงสุดถึง 13%(1) เมื่อเทียบกับยางพรีเมียมระดับเดียวกันของแบรนด์อื่นๆ
ข้อกฎหมาย:
(1) ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง: การทดสอบแรงต้านทานการหมุนของยางล้อจัดทำด้วยเครื่องจักรโดยสถาบันยานยนต์ ตามคำขอของมิชลิน ณ ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (Automotive and Tyre Testing, Research and Innovation Center: ATTRIC) จังหวัดฉะเชิงเทรา ประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 โดยใช้ยางขนาด 255/50R17 ผลทดสอบพบว่า ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5’ มีแรงต้านทานการหมุนของยางล้อดีกว่ายางระดับพรีเมียมแบรนด์อื่นๆ ถึง 13%






